จะสาดสักขันต้องรู้! เตือนน้ำแล้งวิกฤติหนัก แห้งขอดถึงก้นเขื่อน

เมื่อวิกฤติภัยแล้งเข้าคุกคามประเทศไทยทุกหย่อมหญ้า ยาวนานตั้งแต่กลางปี 2558 มาจนถึงขณะนี้ ยิ่งเป็นห้วงเวลาของเทศกาลรื่นเริงด้วยการสาดน้ำด้วยแล้ว แน่นอนว่า ทำให้หลายคนรู้สึกเซ็งกันอยู่ไม่น้อย…

ด้วยสถานการณ์น้ำแล้งรุนแรงเช่นนี้ แล้วจะเล่นสงกรานต์กันอย่างไร? ถึงขั้นที่จะสาดน้ำสักขันต้องคิดแล้วคิดอีกเลยหรือไม่? และหากว่าหลังช่วงสงกรานต์ไปแล้ว จะส่งผลกระทบต่อน้ำใช้การสำหรับอุปโภคบริโภค ครัวเรือน และการเกษตร หรือไม่? วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีคำตอบ…

ส่องสถานการณ์ น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ว่า สถานการณ์น้ำในทั้ง 4 เขื่อนในขณะนี้ มีปริมาณเพียงพอต่อการระบายสนับสนุนใช้การในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ ขณะเดียวกันก็ยังมีปริมาณเพียงพอที่จะสามารถระบายมาสนับสนุนสำหรับการอุปโภค บริโภค ครัวเรือน การรักษาระบบนิเวศและการเกษตรได้จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน

โดยสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลัก 4 เขื่อนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในขณะนี้นั้น พบว่า เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การเหลืออยู่ 575 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 6% โดยมีแผนให้ใช้ในช่วงสงกรานต์ ในอัตราวันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำใช้การเหลืออยู่ 1,132 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 17% มีแผนการระบายให้ใช้ได้ในอัตราวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อย ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยา มีน้ำใช้การเหลืออยู่ 249 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 28% มีแผนการระบายให้ใช้ได้ในอัตราวันละ 1.04 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งอยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา มีน้ำใช้การเหลืออยู่ 294 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 31% มีแผนการระบายให้ใช้ได้ในอัตราวันละ 1.8 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำทั้ง 4 เขื่อนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในขณะนี้ ยังคงเหลือใช้การอยู่ประมาณ 2,250 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีการเตรียมแผนการระบายในช่วงสงกรานต์ รวมทั้งสิ้นไม่เกินวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร

แม้แต่เขื่อนอื่นๆ โดยเฉพาะเขื่อนที่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น จังหวัดลำปาง ที่มีปริมาณน้ำเหลือใช้น้อยกว่า 30% ทางกรมชลประทานก็มีการประเมินและคาดการณ์ไว้แล้วว่า ยังถือว่ามีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะประคับประคองให้ผ่านพ้นช่วงฤดูแล้งไปจนถึงเดือนกรกฎาคมได้

วิกฤติภัยแล้งเข้าคุกคามประเทศไทยทุกหย่อมหญ้าสงกรานต์ น้ำแล้ง กรมชลประทาน ยันไม่มีปัญหา ?

เล่นสงกรานต์อย่างไร ในภาวะน้ำแล้งรุนแรงเช่นนี้? อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา แม้จะไม่ได้มีแผนการระบายน้ำเพิ่มขึ้นหรือพิเศษกว่าปีก่อนๆ แต่ก็มั่นใจว่าปริมาณน้ำที่เตรียมแผนการปล่อยให้ใช้การในแต่ละวัน เพียงพอต่อการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในช่วงสงกรานต์ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ปีนี้คาดว่าอัตราการใช้น้ำจะลดลงไป 5% เนื่องจากส่วนใหญ่ประชากรเฉลี่ยกลับต่างจังหวัด ส่วนจังหวัดที่คาดว่าปริมาณการใช้น้ำมากที่สุดในประเทศก็คือ จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดนครราชสีมา เพิ่มขึ้นประมาณ 10% แต่ทั้งนี้ ก็ไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวัล ยืนยันว่าปริมาณน้ำเพียงพอ

“แต่ทั้งนี้ ก็ยังอยากจะฝากถึงประชาชนว่า แม้จะสามารถเล่นน้ำและทำกิจกรรมวันสงกรานต์ได้ตามปกติเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา แต่ก็ควรจะเล่นในจุดที่มีการจัดเตรียมน้ำไว้ให้ ไม่ควรขนย้ายน้ำใส่ภาชนะใหญ่ออกสาดกันตามถนนหนทาง เพราะนอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองน้ำแล้ว อาจจะส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้นด้วย” อธิบดีกรมชลประทาน ฝากถึงประชาชน. 

น้ำแล้งวิกฤติหนัก น้ำใช้การเหลือแค่ก้นเขื่อนการประปานครหลวงแนะ จากสาดเป็นประพรมน้ำ สืบสานประเพณีไทย

ขณะเดียวกัน นางจุฑารัตน์ สมจิตรานุกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การประปานครหลวง (กปน.) ก็ยอมรับว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ค่อนข้างรุนแรง แต่ประชาชนสามารถสืบสานประเพณีไทยในเทศกาลสงกรานต์ได้ โดยร่วมกันประหยัดน้ำ เช่น เปลี่ยนจากการสาดน้ำเป็นประพรมน้ำแทน หรือหันมารณรงค์กันใช้ขันใบเล็กในการสาดน้ำ ก็ถือเป็นการมีส่วนร่วมในการใช้นำ้อย่างรู้คุณค่า

กปน. เผยสถิติการใช้น้ำย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ วันละ 4.5-5.2 ล้านลบ.ม.

โดยสถิติการใช้น้ำประปาในช่วงเทศกาลย้อนหลัง 3 ปี พบว่า อัตราการใช้น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 11-15 เมษายน อยู่ที่ 4.5-5.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งลดน้อยลง 10-20% จากช่วงเวลาปกติด้วยซ้ำ เนื่องจากประชาชนส่วนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา บริษัทห้างร้านต่างๆ ปิดทำการ เพราะฉะนั้นในปีนี้ก็คาดว่าอัตราการใช้น้ำช่วงเทศกาลสงกรานต์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็จะลดลงด้วยเช่นกัน

สงกรานต์นี้เรามาร่วมกันรณรงค์ประหยัดน้ำกันเถอะ

ทั้งนี้ นางจุฑารัตน์ เปิดเผยสถิติการใช้น้ำประปาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่ปี 2556 พบว่า วันที่ 11 เมษายน มีปริมาณการใช้น้ำ 5.1 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 12 เมษายน อยู่ที่ 4.8 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 13 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 14 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 15 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และวันที่ 16 เมษายน อยู่ที่ 4.6 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนในปี 2557 พบว่า อัตราการใช้น้ำตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน อยู่ที่ 5.0 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 12 เมษายน อยู่ที่ 4.7 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 13 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 14 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 15 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และวันที่ 16 เมษายน อยู่ที่ 4.8 ล้านลูกบาศก์เมตร

และในปี 2558 มีอัตราการใช้น้ำประปาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน อยู่ที่ 5.0 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 12 เมษายน อยู่ที่ 4.6 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 13 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 14 เมษายน อยู่ที่ 4.6 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 15 เมษายน อยู่ที่ 4.8 ล้านลูกบาศก์เมตร และวันที่ 16 เมษายน อยู่ที่ 5.2 ล้านลูกบาศก์เมตร 

คิดสักนิดก่อนจะสาดน้ำใครสักขันกปน. เตรียมแผนสำรองน้ำ เชื่อไม่กระทบประชาชน

อย่างไรก็ดี อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การประปานครหลวง (กปน.) ยังกล่าวอีกว่า แม้จะมีการคาดการณ์ว่า อัตราการใช้น้ำสงกรานต์ปีนี้ จะลดลง และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา แต่การประปานครหลวงก็มิได้นิ่งนอนใจ มีการเตรียมพร้อมในการบริหารจัดการสำรองน้ำในถังเก็บน้ำใสภายในโรงงานฯ และสถานีสูบจ่ายน้ำทุกแห่ง โดยมีการผลิตและจ่ายน้ำตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้กระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายสัปดาห์ ประกอบกับอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนใช้น้ำน้อยลงจากการปิดทำการและเดินทางท่องเที่ยว จึงคาดว่าไม่กระทบต่อประชาชน อีกทั้งยังได้รับการยืนยันจากกรมชลประทานว่าจะเร่งดำเนินการผันน้ำเพื่อไม่ให้กระทบการผลิตน้ำประปา ทั้งนี้ แม้ว่ามีทั้งการเตรียมการสำรองน้ำ ให้เพียงพอต่อเทศกาลสงกรานต์แล้วนั้น แต่ก็ยังต้องรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำและประหยัดน้ำอยู่ เพราะฉะนั้นอยากให้ใช้น้ำเท่าที่จำเป็น

เล่นสงกรานต์ปีนี้อยากให้ทุกคนได้ตระหนักถึงน้ำที่สาดกันให้มากที่สุด ก่อนที่จะไม่มีน้ำกินน้ำใช้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรมชลประทานและการประปานครหลวงจะออกมายืนยันแล้วว่า แม้สถานการณ์ภัยแล้งจะเข้าขั้นวิกฤติอย่างแสนสาหัส แต่สำหรับในห้วงเวลาของช่วงเทศกาลสาดน้ำนี้ ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักทั้ง 4 ของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีเพียงพอต่อกิจกรรมต่างๆ ไว้รองรับการเล่นน้ำของประชาชนได้อย่างปกตินั้น…

ดร.สมิทธ ชี้ น้ำแล้งวิกฤติหนัก น้ำใช้การเหลือแค่ก้นเขื่อน วอนอย่าปิดบังประชาชน

ด้าน ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ก็ออกมาคัดค้านว่า “ไม่เห็นด้วย” เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งในขณะนี้ ยังถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติอยู่ ซึ่งการที่กรมชลประทานจะออกมาอ้างว่า ปัจจุบันน้ำในเขื่อนยังมีปริมาณเพียงพอจนไปถึงเดือนกรกฎาคมนั้น อยากจะแจ้งให้ประชาชนทราบว่า ปริมาณน้ำที่ว่านั้น เป็นน้ำก้นเขื่อนทั้งสิ้นซึ่งการสูบน้ำก้นเขื่อนขึ้นมาใช้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจากผิวน้ำก้นเขื่อนลงไปด้านล่าง จะเป็นกรวด ทราย และตะกอนเขื่อนที่สะสมมาเป็นเวลาสิบๆ ปี ยกตัวอย่าง เขื่อนภูมิพล เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นมากว่า 60 ปี ทำให้มีตะกอนตกก้นเขื่อนเกิดการสะสมอยู่มาก เพราะฉะนั้นเมื่อมีการสูบน้ำขึ้นมา จะต้องใช้พลังงานและน้ำมันมหาศาล ซึ่งปริมาณน้ำที่สูบขึ้นมาก็จะไม่ใช่น้ำที่สามารถใช้จริงได้ทั้งหมด

“ดังนั้น ในห้วงเวลาขณะนี้ถือว่าสถานการณ์น้ำแล้งวิกฤติหนักสุดแล้ว แต่ทางหน่วยงานราชการยังคงปิดบังและไม่เปิดเผยความจริงกับประชาชน เพราะหากมีน้ำเหลือน้อยจริง ก็ควรจะแจ้งให้ประชาชนทราบ จะได้เตรียมรับมือและใช้น้ำอย่างประหยัด มิฉะนั้นอัตราการใช้น้ำก็จะยิ่งมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงอยากออกมาเตือนประชาชนให้เตรียมตัวรับมือ พยายามเก็บกักและสำรองน้ำไว้ รวมถึงควรจะใช้น้ำเท่าที่จำเป็น”

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติลุ้นพายุจอห์น หากไม่เข้าตามฤดูกาล วิกฤติน้ำแล้งหนักขึ้น

ดร.สมิทธ เผยอีกว่า เนื่องจากปัญหาภัยแล้งค่อนข้างรุนแรงและถือว่าวิกฤติมากที่สุด จึงอยากจะแจ้งถึงประชาชนที่อยู่ในภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ ว่า ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จะมีลมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน เอาความชื้นเข้ามาจากมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอาจจะมีบางช่วงตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านเอาความชื้นเข้ามา ทำให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ ที่เรียกว่า ‘พายุฤดูร้อน’ ส่งผลให้มีฝนตกบ้าง ประมาณ 30-40 นาที ฉะนั้น ถือเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะต้องเตรียมภาชนะไว้เก็บกักน้ำ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องระมัดระวังเรื่องของลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกในบางพื้นที่ เพราะฉะนั้นหากมีประกาศพายุฤดูร้อน ประชาชนต้องระมัดระวังอย่าไปอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ หรือเสาไฟฟ้าแรงสูง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้

สถานการณ์ภัยแล้งวิกฤติหนักสุด

นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน จะมีฝนทิ้งช่วงประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังจากเดือนมิถุนายนแล้ว ก็จะเริ่มมีฝนเข้าจับพายุตามฤดูกาล เพราะฉะนั้นถ้ามีพายุจอห์นทางมหาสมุทรแปซิฟิก ฟิลิปปินส์ ผ่านมาทางเวียดนาม กัมพูชา และพม่า เข้ามาประเทศไทย เมื่อนั้นก็คงมีน้ำใช้กันปกติ แต่หากไม่มีพายุจอห์นพัดเข้ามาตามฤดูกาล ปัญหาขาดแคลนน้ำในประเทศไทยก็จะยิ่งหนักขึ้น

ดร.สมิทธ วอนประชาชนเห็นคุณค่าของน้ำทุกขัน

สำหรับเรื่องของเทศกาลสงกรานต์นั้น ดร.สมิทธ เสนอแนะว่า “เทศกาลสาดน้ำเป็นเทศกาลสนุกสนานที่หลายคนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยต่างเฝ้าคอย ซึ่งถือเป็นเทศกาลที่ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ ฉะนั้น มองว่า แม้น้ำจะมีปริมาณไม่มากนัก แต่ก็ไม่ควรจะห้ามประชาชนเล่นสงกรานต์ สามารถเล่นน้ำได้ตามปกติ เพียงแต่อาจจะลดการเล่นลงเหลือแค่ 2-3 วันก็น่าจะพอ เพราะน้ำที่หายไปในช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น เป็นปริมาณที่ค่อนข้างมาก ดังนั้น วิธีเล่นก็อยากจะรณรงค์ให้ใช้ปืนฉีดน้ำขนาดเล็ก หรือขันที่มีขนาดไม่ใหญ่เกินไป ซึ่งควรจะสาดพอประมาณและเห็นคุณค่าของน้ำทุกขันให้มากขึ้น” 

สาดน้ำพอดีๆ เพื่อรักษาน้ำให้มีใช้ไปตลอดทั้งปี

แม้ว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อการสนับสนุนกิจกรรมช่วงเทศกาลสาดน้ำนี้ก็ตาม แต่แน่นอนว่าความจำเป็นต่อการใช้น้ำของประชาชนไม่ได้มีแค่วันนี้ พรุ่งนี้ หรือเฉพาะช่วงสงกรานต์นี้ เท่านั้น จึงอยากจะฝากย้ำเตือนประชาชนอีกครั้งว่า “น้ำมีน้อย ใช้สอยอย่างประหยัด ดังนั้น… คิดสักนิดก่อนจะสาดใครสักขัน”…

ที่มา>>>Thairath