แล้งหนัก ‘ลำพูน’ สั่งห้ามเล่นสงกรานต์ในคูเมือง น้ำไม่พอหวั่นมีเชื้อโรค

นายกเทศมนตรีลำพูน เผยปีนี้ยังคงมีการจัดกิจกรรมตามปกติ แต่ห้ามลงเล่นน้ำในคูเมือง จ.ลำพูน อย่างเด็ดขาด เหตุแล้งรุนแรงไม่มีน้ำลงสู่คูเมือง หวั่นจะมีเชื้อโรคและน้ำมีไม่เพียงพอ โดยจะทำอุโมงค์หมอกน้ำจากประตูช้างสีถึงประตูลี้แทน…

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 8 เม.ย. 2559 ที่พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองเทศบาลเมืองลำพูน จ.ลำพูน นายณรงค์ อ่อนสอาด ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นายประภัสร์ ภู่เจริญ นายกเทศมนตรีเมืองลำพูน ร่วมกันแถลงข่าวเทศกาลสงกรานต์ จังหวัดลำพูน ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 11-18 เมษายน 2559 โดยปีนี้ยังคงมีการจัดกิจกรรมตามปกติ แต่จะห้ามลงเล่นน้ำในคูเมืองจังหวัดลำพูน อย่างเด็ดขาด เนื่องจากหวั่นจะมีเชื้อโรคและน้ำมีไม่เพียงพอ

นายณรงค์ อ่อนสอาด ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ปีนี้ก็จะจัดกิจกรรมขึ้น ตามประเพณีทุกอย่างแต่จะมีความจำกัดเรื่องของน้ำที่ใช้เล่น เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ ต้องยอมรับว่าภัยแล้งในปีนี้ได้รับผลกระทบในวงกว้าง จากที่เคยเล่นน้ำในคูเมืองและใช้น้ำได้ทั่วไป แต่ปีนี้จะงดเล่นน้ำในคูเมืองเนื่องจากแม่น้ำกวงไม่สามารถที่จะนำน้ำมาเล่นได้ คงจะต้องมีน้ำไว้ใช้สำหรับความจำเป็นอย่างอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าประเพณีสงกรานต์ลำพูนนั้นไม่มี ทุกอย่างยังมีเหมือนเดิม ทั้งขบวนแห่ แม่ญิงขี่รถถีบกางจ้อง ประเพณีสืบชะตาเมือง การประกวดหมากสุ่มหมากเบ็ง และพิธีสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ดำหัวครูบาสังฆะ สรงน้ำพระชั้นผู้ใหญ่จังหวัดลำพูน ด้วย

นายณรงค์ อ่อนสอาด ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นายประภัสร์ ภู่เจริญ นายกเทศมนตรีเมืองลำพูน ร่วมกันแถลงข่าวเทศกาลสงกรานต์ จังหวัดลำพูน

ด้าน นายประภัสร์ ภู่เจริญ นายกเทศมนตรีเมืองลำพูน เปิดเผยว่า ปีนี้จะห้ามเล่นน้ำในคูเมือง เนื่องจากเราประสบกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง จนไม่มีน้ำลงสู่คูเมืองรอบเมืองลำพูน ทั้งนี้ สาเหตุมาจากระดับของแม่น้ำกวง ที่ไหลมาจากจังหวัดเชียงใหม่นั้นน้ำได้แห้งลง ส่งผลกระทบกับคูเมืองลำพูนที่ไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาใส่ตามคูเมืองต่างๆ ได้ และปีนี้จึงไม่มีน้ำที่จะใช้สำหรับเล่นน้ำสงกรานต์ แต่เราจะหาวิธีด้วยการทำอุโมงค์หมอกน้ำที่สร้างขึ้นตั้งแต่ประตูช้างสี มาจนถึงประตูลี้ อ.เมืองลำพูน โดยน้ำที่ใช้ทำอุโมงค์หมอกน้ำจะมาจากประปา

นายประภัสร์ กล่าวอีกว่า การที่ห้ามเล่นน้ำคูเมือง ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีน้ำในการเล่นน้ำสงกรานต์เราได้รับคำยืนยันจาก ประปาจังหวัดลำพูน ว่ายังมีน้ำประปาที่จะใช้เล่นสงกรานต์ได้อย่างชุ่มฉ่ำและ เพียงพอแน่นอน นอกจากนี้ ในแต่ละบ้านในจังหวัดลำพูนจะมีน้ำประปาไหลตลอดเวลา ดังนั้นชาวบ้านจะสามารถนำน้ำมาเล่นสาดกันในวันสงกรานต์ได้อย่างชุ่มฉ่ำ ขณะที่กิจกรรมต่างๆ ก็ดำเนินการตามปกติเหมือนกับทุกๆ ปี จะแตกต่างไปก็คือ ห้ามเล่นน้ำคูเมืองเท่านั้น เพราะ หากฝืนเอาน้ำในคูเมืองมาสาดเล่นกัน เกรงจะไม่สะอาด อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันคนดื้อมักจะฝ่าฝืน เราจะมีเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องดูแล อีกทั้งจะเติมน้ำยาฆ่าเชื้อป้องกันไว้ก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของเทศบาลเมืองลำพูนได้นำป้ายมาติดไว้รอบคูเมืองลำพูน ห้ามลงเล่นน้ำ และงดใช้น้ำคูเมืองโดยเด็ดขาด อ้างว่าอยู่ในระหว่างปรับปรุง

ที่มา>>>Thairath

สนช. ใส่ยาแรง สั่งแช่แข็งทางการเมือง พวกป่วนประชามติ 10 ปี

สนช. ชง พ.ร.บ.ประชามติ เข้าที่ประชุม 7 เม.ย.นี้ คุมเข้มห้ามเผยแพร่ข้อความ-ภาพ-เสียง ในสื่อต่างๆ ลักษณะบิดเบือน-ก้าวร้าว-ปลุกระดม-เข้าข่ายก่อความวุ่นวายทำประชามติ เจอโทษหนักอาญา-แพ่ง พ่วงแช่แข็งการเมือง 10 ปี

เมื่อวันที่ 6 เม.ย.59 นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษก วิป สนช. กล่าวว่า ในการประชุม สนช. วันที่ 7 เม.ย. นี้ จะมีวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วาระ 2-3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม เป็นประธานกรรมาธิการฯพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งยังคงให้อำนาจคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เป็นผู้ทำหน้าที่เผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญต่อประชาชน ขณะที่ กกต.จะทำหน้าที่แค่เผยแพร่ขั้นตอนวิธีการลงประชามติเท่านั้น ขณะเดียวกันจะกำหนดบทลงโทษทั้งจำคุกและโทษปรับ ตามมาตรา 62 แก่ผู้ทำให้เกิดความวุ่นวาย หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ตลอดจนผู้กระทำการเผยแพร่ข้อความ ภาพและเสียงในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่ออิเลคทรอนิคส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่า ผู้นั้นก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ทั้งนี้ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5ปีด้วยก็ได้ หรือถ้าเป็นกรณีการกระทำผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10ปี

ที่มา>>>Thairath

เอเย่นต์ยา ไหวตัวแหกด่าน ตร.ยิงสกัดล้อ รถพลิกคว่ำ ร่างกระเด็นดับ

ตำรวจล่อซื้อยาบ้า 4 พันเม็ด คนร้ายไหวตัวทัน ขับรถหนี จนท.ใช้อาวุธปืนยิงยางรถไม่ให้หลบหนี ผู้ตายด้วยความเร็วยางหลังถูกยิงแบน เสียหลักชนต้นมะพร้าวข้างทางทำให้รถพลิกคว่ำหงายท้อง ร่างถูกเหวี่ยงกระเด็นออกมานอกรถเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. พ.ต.ต.สมบุญ สียางนอก สว.(สอบสวน) สภ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี รับแจ้งเหตุรถชนต้นไม้มีคนเสียชีวิตที่ถนนเลียบคลองชลประทานสายวังหว้า-สามชุกหมู่ 8 ต.ย่านยาว อ.สามชุก รุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ เฉลียวศิลป์ ผกก.สภ.สามชุก พ.ต.ท.สว่าง แป้นสุวรรณ สว.สส.ภ.จ.สุพรรณบุรี แพทย์เวร รพ.สามชุก และมูลนิธิเสมอกัน

ที่เกิดเหตุบริเวณข้างทางพบรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้ายาริส สีขาวทะเบียน ชส 457 กรุงเทพมหานคร เสียหลักพลิกหงายท้อง สภาพพังยับทั้งคัน ที่ใต้หลังคารถพบร่าง นายวิชาญ รุ่งเรือง อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 308 หมู่ 10 ต.จรเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ถูกทับเสียชีวิต สภาพตามตัวและใบหน้ามีบาดแผลทั่วร่างเพราะถูกเศษกระจกบาด ตรวจสอบรถพบยางล้อหลัง 2 เส้นถูกยิงแตก ภายในรถพบยาบ้าอีกจำนวนหนึ่ง และอาวุธปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ มีกระสุนคาอยู่ 1 นัด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า นายวิชาญ เป็นเอเย่นต์ค้ายาบ้าชื่อดังเครือข่ายยาบ้ารายใหญ่ใน จ.สุพรรณบุรี ฉายาตั้มอู่ทอง มีอาชีพซ่อมเครื่องยนต์บังหน้า ก่อนเกิดเหตุถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี นำกำลังล่อซื้อยาบ้า 4,000 เม็ด โดยนัดส่งยาบ้ากันที่บนถนนคันคลองห่างจุดเกิดเหตุประมาณ 2 กม. หลังถูกล่อซื้อโดยผู้ตายได้ส่งมอบยาบ้าให้กับสายตำรวจและกำลังจะรับเงินค่ายาบ้า แต่เกิดไหวตัวหลบหนีไปตามถนนสายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนพยายามบังคับให้หยุดแต่ผู้ตายไม่ยอม

ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงยางรถเพื่อไม่ให้หลบหนี แต่รถผู้ตายที่ขับมาด้วยความเร็วประกอบกับยางหลังถูกยิงแบน จึงเสียหลักชนต้นมะพร้าวข้างทางทำให้รถพลิกคว่ำหงายท้อง ร่างนายวิชาญถูกเหวี่ยงกระเด็นออกมานอกรถ แต่โชคร้ายถูกรถพลิกมาทับร่างเสียชีวิต อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ตร.กะทู้ ขอศาลออกหมายจับ 3 มือมีดรุมแทงปล้น 4 นทท.รัสเซีย หาดป่าตอง

ภาพจาก ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต

ตร.กะทู้ เสนอศาลออกหมายจับ 3 คนร้าย ก่อเหตุมีดแทง 4 หนุ่มสาวชาวรัสเซีย หวังชิงทรัพย์สินขณะลงเล่นน้ำที่หาดป่าตองจนบาดเจ็บแล้ว เร่งติดตามตัว พร้อมเพิ่มกำลังดูแลความปลอดภัยยามวิกาล…

จากกรณีนายลูกิน แอทตัน อายุ 30 ปี และ น.ส.โอโบโดวา อเล็กซานทรา อายุ 21 ปีสองนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียถูก 3 คนร้ายใช้มีดแทงตามร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ ขณะเดินกลับจากการเล่นน้ำที่บริเวณชายหาดป่าตอง ถ.ทวีวงศ์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เพื่อประสงค์ต่อทรัพย์สิน แต่ไม่ได้ไป เหตุเกิดเมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นคนร้ายได้ซ้อนรถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อ-สีและทะเบียน หลบหนีไปทางหาดกะหลิม ต.ป่าตอง อ.กะทู้ แล้วหายตัวไป โดยภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพคนร้ายไว้ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันบริเวณหน้าโรงแรมเบเลตอง ต.ป่าตอง อ.กะทู้ ทำให้นายโจวา สลิส อายุ 21 ปี และ น.ส.นาตาชา ไม่ทราบนามสกุล อายุ 21 ปี สองนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียถูกคนร้ายใช้มีดทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ เพื่อประสงค์ต่อทรัพย์สิน แต่ไม่ได้ไป โดยแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้

ต่อมา พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ ผกก.สภ.กะทู้ เร่งรัดคดีพร้อมทั้งหามาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวเพิ่มเติมให้มากที่สุด โดยเฉพาะการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราในช่วงค่ำคืนและในจุดเสี่ยง เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

สำหรับความคืบหน้าในการติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 เม.ย. พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ ผกก.สภ.กะทู้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สอบปากคำผู้เสียหายที่เป็นชาวต่างชาติทั้ง 4 คนแล้ว โดยชุดสืบสวนได้ออกสืบหาข้อมูลของคนร้าย จนกระทั่งทราบตัวคนร้ายทั้ง 3 คนแล้ว และได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เสนอต่อศาลอนุมัติออกหมายจับคนร้ายตามภาพวงจรปิดแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัว ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะช่วงกลางคืนบริเวณจุดเสี่ยง ซึ่งมีการเพิ่มความถี่ของสายตรวจ พร้อมทั้งกำชับผู้ประกอบการให้ดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้วย

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้ประกอบการบริเวณจุดเกิดเหตุทั้ง 2 แห่ง ประกอบด้วย บริเวณชายหาดป่าตองตรงข้ามโรงแรมเกรซแลนด์และตรงข้ามเบเลตอง ถ.ทวีวงศ์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ เพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่ไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัด เนื่องจากเหตุเกิดเวลากลางคืน แต่ฝากไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในช่วงกลางคืน เนื่องจากมักจะมีนักท่องเที่ยวออกมาเดินและลงเล่นน้ำที่ชายหาดหลังกลับจากเที่ยวสถานบันเทิง ซึ่งจุดดังกล่าวมีไฟสลัว เสี่ยงกับการเกิดเหตุ พร้อมกันนี้ยังขอให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามจับกุมคนร้ายโดยเร็ว เนื่องจากมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว.

ที่มา>>>Thairath

คึกคักรับสงกรานต์! อ.สวรรคโลก สุโขทัย ปชช.ทยอยซื้อสินค้าพร้อมรับเทศกาล

คึกคักรับสงกรานต์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย บรรยากาศในตัวเมืองมีประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยออกมาเลือกซื้อสินค้า ทำให้ พ่อค้า-แม่ค้า ในตลาดสวรรคโลกสั่งนำสินค้ามาเพื่อจำหน่ายไม่ว่าจะเป็นเสื้อหลากสีสัน ปืนฉีดน้ำ น้ำอบ

เมื่อวานที่ผ่านมา (4เม.ย.) ผู้สื่อข่าวได้ออกสำรวจตามถนนจรดวิถีถ่อง ต.เมืองสวรรคโลก อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย พบว่าบรรยากาศในตัวเมืองเริ่มคึกคักเนื่องจากมีประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยออกมาเลือกซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงในอาทิตย์หน้านี้ ซึ่งทำให้การค้าของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสวรรคโลกมีสภาพคล่องมากขึ้นกว่าแต่เก่า

เด็กชาวสุโขทัย เริ่มนำปืนฉีดน้ำออกมาเล่นกันรับเทศกาลสงกรานต์ ที่กำลังจะมาถึงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เป็นฤดูร้อน กลางวันจะมีอากาศร้อนจัด จนทำให้เด็กๆ ทนไม่ไหวนำปืนฉีดน้ำออกมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน เพื่อเป็นการคลายร้อนได้อย่างดี สร้างความสนุกสนานให้กับเด็กๆ.

ที่มา>>>Thairath

สาวกไอโฟนว่าไง? รุ่นใหม่เปิดตัวปีหน้า จอใหญ่สุด 5.8 นิ้ว

(ด้านซ้ายคือไอโฟน 6เอส พลัส ส่วนด้านขวาคือไอโฟน เอสอี)

นักวิเคราะห์ขาประจำออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับไอโฟนรุ่นใหม่ คาดหน้าจออาจปรับใหม่ใหญ่ 5.8 นิ้ว พร้อมเปิดตัวในปี 2017…

เพิ่งทยอยจำหน่ายรุ่นล่าสุดอย่าง “ไอโฟน เอสอี” (iPhone SE) ได้ไม่นาน ล่าสุด เริ่มมีกระแสข่าวเกี่ยวกับรุ่นถัดไปออกมาแล้ว โดยขณะนี้ข่าว(ลือ)ล่าสุด มาจากนักวิเคราะห์คนดัง “หมิง ฉี กั๊วะ”(Ming-Chi Kuo) ที่เคยออกมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของแอปเปิลก่อนมีการเปิดตัว ก็ได้ออกมาเปิดเผยข่าวใหม่ซึ่งระบุว่าเป็นเรื่องราวของไอโฟนรุ่นใหม่

โดยครั้งนี้ เขาเปิดเผยว่า ไอโฟนรุ่นถัดไปอาจเปิดตัวในปี 2017 และแอปเปิลกำลังตัดสินใจว่าจะใช้วัสดุประเภทใดระหว่างกระจก พลาสติก หรือโลหะ

ทั้งนี้ เขาได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า แอปเปิลอาจตัดสินใจใช้ตัวเครื่องแบบกระจกเหมือนที่ใช้กับไอโฟน 4 และไอโฟน 4เอส เนื่องจากการใช้ตัวเครื่องพลาสติกนั้นไม่สามารถทำให้มีความบางและแข็งแรงได้ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ อาจมีการเปลี่ยนไปใช้หน้าจอแบบอะโมเลตจอโค้ง แทนหน้าจอแบบแอลซีดีที่ใช้งานมานานตั้งแต่ไอโฟนรุ่นแรก ขณะที่ขนาดหน้าจอรุ่นใหม่นั้น อาจมีขนาดใหญ่เบิ้มไปถึง 5.8 นิ้ว ถือเป็นขนาดที่ใหญ่กว่าไอโฟน 6เอส พลัส ซึ่งใหญ่ที่สุดในปัจจุบันในไซส์ 5.5 นิ้วภาพที่อ้างว่าเป็นภาพหลุดของไอโฟน 7

ส่วนฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่หลายคนลุ้นมานานอย่างเรื่องชาร์จไร้สายนั้น ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ออกมาเพิ่มเติม

ขอให้เก็บความสงสัยต่อไปอีกนิด เชื่อว่าไม่นานเกินรอจะต้องมีข่าว(ลือ)ใหม่ๆ ออกมาอัพเดตอย่างแน่นอน…!

ที่มา>>>Thairath

ปาดคอยัดกระเป๋า คล้ายคนอินเดียไว้โมฮอก

ทิ้งคลองโอ่งอ่าง-ลอยอืด

ฆ่าปาดคอ-ฟันแขนชายต่างชาติไว้ผมโมฮอก ยัดกระเป๋าเดินทางทิ้งคลองโอ่งอ่าง พื้นที่ สน.สำราญราษฎร์ สภาพศพขึ้นอืดพบแผลกว่า 10 แห่ง ตำรวจระบุคล้ายชาวอินเดียหรือพม่าเชื้อสายอินเดีย กระเป๋าใส่ศพพบผงแป้งทำแผ่นโรตีและยาสูบแบบเคี้ยวจากประเทศอินเดีย ไม่พบหลักฐานบ่งชี้เป็นใคร อยู่ระหว่างตรวจสอบคนหายและคดีวิวาทในหมู่ชาวต่างชาติ

เหตุฆ่าชายต่างชาติยัดกระเป๋าทิ้งคลองโอ่งอ่าง เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 3 เม.ย. ร.ต.อ.ขจรเดช ปทุมชาติ รอง สว. (สอบสวน) สน.สำราญราษฎร์ รับแจ้งเหตุประชาชนพบผู้เสียชีวิตลอยน้ำในคลองโอ่งอ่าง แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ชุมพล ชาญชนะโยธิน ผกก.สน.สำราญราษฎร์ พ.ต.ท.วุฒิชัย สุคนธวิท รอง ผกก.สส.สน.สำราญราษฎร์ พ.ต.ท.นพรุจ จิตมั่น สว.สส.สน.สำราญราษฎร์ ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวชฯ รพ.ตร. และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นคลองกว้างประมาณ 10 ม.ห่างจากแยกสำราญราษฎร์ประมาณ 20 ม.พบกระเป๋าเดินทางมีหูหิ้ว แบบมีซิป สีดำ ยี่ห้อโบเดียม (Bodium) ขนาดกว้าง 60 ซม. ยาว 90 ซม. ลึก 30 ซม. ลอยติดกับแพกั้นกองขยะ เบื้องต้นพบศีรษะและท่อนแขนซ้ายของผู้ตายโผล่ออกมาจากกระเป๋า ลักษณะขึ้นอืดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน เจ้าหน้าที่ต้องกันไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องไปในบริเวณนั้น ท่ามกลางสายตาประชาชนที่มุงดูเป็นจำนวนมาก

ต่อมา พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย ผบก.น.6 พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.3 บก.สส.บช.น. เดินทางมาตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุพร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ลากกระเป๋าขึ้นมาตรวจสอบที่ท่าน้ำสะพานข้ามคลองระพีพัฒนภาค เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตเป็นชายชาวเอเชีย อายุประมาณ 35-40 ปี ผิวดำแดง ตัดผมทรงโมฮอก สูงประมาณ 155-160 ซม. สภาพขึ้นอืดบวม ผิวซีดจนเห็นเส้นเลือด ตัวแข็งเกร็ง มีบาดแผลถูกมีดฟันที่ท่อนแขนซ้ายนับสิบแผล ต้นคอด้านซ้ายถูกของมีคมปาดเป็นบาดแผลฉกรรจ์ ในกระเป๋าพบเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเทายี่ห้อลูซี เวนติโน (Luici ventino) 1 ตัว เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีดำ กางเกงขาสั้นสีดำ กางเกงยีนส์ขายาวสีดำ อย่างละ 1 ตัว รองเท้าหนังสีน้ำตาลยี่ห้อ Franc 1 คู่ ถุงพลาสติกหูหิ้วสีขาวเขียนคำว่า Mahesh specialist in Bhutanese ถุงยาสูบ 2 ถุง เจ้าหน้าที่จึงถ่ายรูปและเก็บของทั้งหมดเป็นหลักฐาน

สอบสวนนายกิตติ อายุ 28 ปี ลูกจ้างโรงงาน น้ำแข็งบริเวณใกล้จุดพบศพชาวพม่าและเป็นผู้พบศพคนแรก ทราบว่าขณะเดินไปด้านหลังของโรงงานน้ำแข็งที่อยู่ติดคลองโอ่งอ่าง พบกระเป๋าเดินทางสีดำใบใหญ่ลอยมาติดกับแพดักขยะ สังเกตเห็นศีรษะมนุษย์โผล่ออกมา จึงรีบแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

พล.ต.ท.ศานิตย์ เปิดเผยว่า คาดผู้เสียชีวิตเป็นชายชาวเอเชีย สวมกางเกงในเพียงตัวเดียว สูงประมาณ 160 ซม.มีบาดแผลที่เกิดจากของมีคมประมาณ 10 แผล บาดแผลที่ทำให้เสียชีวิตเกิดจากบาดแผลปาดที่ลำคอด้านซ้าย เสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 3-4 วัน อยู่ระหว่างให้แพทย์ผ่าพิสูจน์กระเพาะเพื่อตรวจสอบอาหารที่กินเป็นประเภทใดมีสารพิษในร่างกายหรือไม่ ส่วนในกระเป๋าพบเสื้อผ้าหลายตัว

พล.ต.ต.ทรงพลกล่าวว่า หลังเกิดเหตุเชิญล่ามชาวอินเดียเข้ามาช่วยตรวจสอบหลักฐานที่มากับศพ ก่อนยืนยันว่า เสื้อผ้าที่พบนั้นซื้อมาจากย่านประตูน้ำและให้น้ำหนักผู้ตายเป็นชายชาวอินเดียเนื่องจากพบของใช้ที่ส่วนใหญ่จะเป็นของชาวอินเดียใช้ อาทิ ยาสูบแบบเคี้ยวยี่ห้อราชินีจันทรา ส่วนผงสีขาวนั้นคือแป้งทำแผ่นโรตี แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อเนื่องจากหลักฐานที่พบนั้นชาวพม่าเชื้อสายอินเดียและชาวปากีสถานก็ใช้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ตามปกติชาวอินเดียจะมีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ผิดจากศพที่พบร่างไม่สูงใหญ่มาก ที่เกิดเหตุน่าอยู่ไม่ไกลจากจุดพบศพ สั่งการให้ตำรวจฝ่ายสืบสวนออกหาข่าวตามชุมชนที่มีชาวต่างชาติเชื้อสายอินเดียอาศัยอยู่โดยเน้นย่านพาหุรัด พร้อมตรวจสอบ สน.ใกล้เคียงรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยรับแจ้งเหตุชาวต่างชาติหายตัวหรือมีเหตุทะเลาะวิวาทในหมู่ชาวต่างชาติหรือไม่ เพื่อหาเบาะแสคลี่คลายคดี

ที่มา>>>Thairath

ยิงถล่มโหด ร้านน้ำชายะลา ชาวบ้านตาย 2

เครดิตภาพจากเจ้าหน้าที่

คนร้ายมากับรถกระบะใช้ปืนสงครามยิงถล่มร้านน้ำชาใน อ.รามัน จ.ยะลา กลางดึก ทำให้ชาวบ้านเสียชีวิต 2 คน ได้รับบาดเจ็บอีก 1 คน…

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 1 เม.ย. มีรายงานว่า ร.ต.ท.เสน่ห์ ไหมพุม รอง สว. (สอบสวน) สภ.โกตาบารู รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มร้านน้ำชาในหมู่บ้าน ที่บ้านดุซงตาวา หมู่ 4 อ.รามัน จ.ยะลา จึงพร้อมด้วย พ.ต.ท.ปิยวัฒน์ สังข์น้อย สวญ. สภ.โกตาบารู นายสุพัฒน์ พลทามูล ปลัดอำเภอรามัน หัวหน้างานความมั่นคงอำเภอรามัน นำกำลังและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นร้านน้ำชาไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ริมถนนภายในหมู่บ้าน พบกองเลือดอยู่บนพื้นภายในร้าน พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 เอชเค และอาก้าตกอยู่บนพื้นถนนบริเวณหน้าร้าน เก็บรวบรวมไว้ได้ 20 ปลอก ส่วนผู้บาดเจ็บ 3 คน โดยทั้งหมดเป็นชาวบ้านหมู่ 4 ต.บือมัง ทราบชื่อ นายอาบะห์ โต๊ะลือแมหาวอ อายุ 48 ปี มีบาดแผลถูกกระสุนเจาะขาซ้าย นายอับดุลการิง หะนิแร อายุ 48 ปี และนายบือราเฮง กาเร็ง อายุ 52 ปี ซึ่งทั้ง 2 คน มีบาดแผลถูกกระสุนเจาะลำตัวหลายนัด ถูกนำส่งโรงพยาบาลรามัน แต่ทั้ง 2 คนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 21.50 น. ขณะทั้ง 3 คน ดื่มน้ำชานั่งคุยกันที่ร้าน พร้อมด้วยเพื่อนอีกจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกันมีรถกระบะไม่ทราบสี ยี่ห้อ และหมายเลขทะเบียนมาจอดหน้าร้าน จากนั้นคนร้ายบนกระบะท้ายจำนวน 3 คน ใช้อาวุธปืนยิงถล่มเข้ามาในร้าน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า เป็นการกระทำของแนวร่วมอาร์เคเค ซึ่งจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

‘วาฬบรูด้า’ขนาด 10 ตัน ขึ้นอืด หน้าอ่าวคลองวาฬ ประจวบฯ

‘วาฬบรูด้า’ ยาว 10 ม.หนักประมาณ 10 ตัน ลอยขึ้นอืด อยู่หน้าอ่าวคลองวาฬประจวบคีรีขันธ์ จนท.ลากเข้าฝั่ง คาดตายมาได้ 4-5 วันแล้ว

วันที่ 1 เมษายน นายชุมพล ยศริปาน นายกสมาคมประมงพื้นบ้านคลองวาฬ ต.คลองวาฬ อ.เมือง ประจวบคีรีขันธ์ ได้นำ นายอติชาต อินทองคำ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลางจังหวัดชุมพร กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ (ศูนย์วิจัยคลองวาฬ) กรมประมง นำเรือตรวจการณ์ของศูนย์วิจัยทางทะเลและชายฝั่งออกสู่ทะเล เพื่อนำซากวาฬที่ชาวประมงพบกลับเข้าฝั่ง โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง ในการลากซากวาฬบรูด้า ที่พบอยู่หลังเกาะพิง หน้าอ่าวคลองวาฬ หมู่ 1 ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ มีระยะห่างจากฝั่งประมาณ 3 ไมล์ทะเล

ซากวาฬบรูด้า ที่พบอยู่หลังเกาะพิง หน้าอ่าวคลองวาฬ

ทีมเจ้าหน้าที่ใช้เชือกขนาดใหญ่ผูกติดกับลำตัวและหางลากเข้าฝั่งอย่างช้าๆ เนื่องจากสภาพเนื้อเปื่อยเน่าเริ่มส่งกลิ่นเหม็น พบว่า เป็นวาฬบรูด้า ขนาด 10 เมตร น้ำหนักประมาณ 10 ตัน หลังจากที่ใช้เรือตรวจการณ์ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ลากวาฬเข้าใกล้ฝั่ง แต่เนื่องจากน้ำทะเลหน้าชายหาดตื้นเขิน ท้องเรือไม่สามารถลากต่อได้ จึงได้เปลี่ยนมาให้เรือประมงพื้นบ้านลากเข้าฝั่งแทน จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงใช้เชือกลาก ช่วยกันดึงมาไว้บนหาดทราย แล้วใช้รถแบ็กโฮขุดทรายลึกกว่า 5 เมตร นำซากวาฬฝั่งกลบในบริเวณดังกล่าว ซึ่งนำทะเลท่วมไม่ถึง

เรือตรวจการณ์ของศูนย์วิจัยทางทะเลและชายฝั่ง ลากซากวาฬ กลับเข้าสู่าฝั่ง

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยได้ตัดชิ้นเนื้อ และเก็บกระดูกบางส่วน นำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาสาเหตุการตาย ส่วนสาเหตุที่ไม่นำซากวาฬทั้งหมดกลับเนื่องจากเนื้อเยื่อเน่าเสีย ไม่สามารถนำไปสตัฟฟ์ได้ จึงจำเป็นต้องฝั่งกลบในพื้นที่

นายชุมพล ยศริปาน นายกสมาคมประมงพื้นบ้านคลองวาฬ กล่าวว่า ในช่วงเช้าชาวประมงได้ออกไปดักลอบอวนปู บริเวณทะเลคลองวาฬ เมื่อไปถึงที่เกาะพังพบ ซากวาฬบูรด้า ตายมาแล้ว 4-5 วัน เนื้อเริ่มเปื่อยส่งกลิ่นเหม็น หากปล่อยทิ้งไว้จะมีสัตว์ชนิดอื่นมาแทะเล็มกินเนื้อ จึงได้ประสานศูนย์วิจัย ให้มาตรวจสอบ ซึ่งทะเลคลองวาฬ มีวาฬอยู่เป็นจำนวนมาก มักจะมาอาศัยและหากินแถบปะการังเทียม ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูง.

ที่มา>>>Thairath

ค้นรังเสี่ยดอกโหด ปล่อยกู้เรียกร้อยละ20 ยอดหมุนเวียนนับล้าน

ทหาร-ตำรวจบุกค้นบ้านเสี่ยปล่อยเงินกู้ย่านประเวศ หลังได้รับการร้องเรียนพบสัญญากู้เงินจำนวนมาก ยอดเงินหมุนเวียนรวมกัน 1,240,000 บาท เอกสารโยงปล่อยเงินกู้พ่อค้าแม่ค้าตลาดย่านอ่อนนุชจำนวนมาก สารภาพเพิ่งทำมา 1 ปี “บิ๊กป้อม” ย้ำคำสั่ง คสช.กำราบมาเฟีย ไม่ได้ให้อำนาจทหารบังคับใช้กฎหมายมากเกินไป แต่ต้องประสานตำรวจในพื้นที่ และรายงานผลทุกครั้ง

ทหาร-ตำรวจ รวบเสี่ยปล่อยเงินกู้พ่อค้า แม่ค้าย่านอ่อนนุช โดยเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 31 มี.ค. พ.อ.นพสิทธิ์ สิทธิ์พงศ์โสภณ ผบ.ม.1 รอ. ร.ท.ระวี เรืองอร่าม ชป.พท.ประเวศ และ พ.ต.ท.สุพจน์ พุ่มแหยม สว.สส.สน.อุดมสุข พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ สน.อุดมสุข ร่วมเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 104/141 หมู่บ้านนิรันดร์วิลล์ 3 ซอยเฉลิมพระเกียรติร.9 ซอย 28 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีผู้มีอิทธิพลลักลอบปล่อยเงินกู้และเรียกเก็บดอกเบี้ยร้อยละ 20

บ้านหลังดังกล่าวเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น พบนายมานพ อินทร์สุข อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59/10 หมู่ 3 ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ แสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน จากการตรวจค้นพบสัญญาเงินกู้กว่า 20 ฉบับ มียอดเงินหมุนเวียนรวมกันประมาณ 1,240,000 บาท โน้ตบุ๊ก 2 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 17 เล่ม แผ่นใบปลิวพร้อมนามบัตรมีข้อความให้กู้เงินอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบรถกระบะ ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นโคโลราโด สีดำ ทะเบียน กฉ 3743 เพชรบุรี รถยนต์ยี่ห้อมาสด้า 2 สีดำ ทะเบียน กจ 9755 ประจวบคีรีขันธ์ รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีเทา ทะเบียน สช 6960 กรุงเทพมหานคร และรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น เวฟ 100 สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน เบื้องต้นนายมานพรับว่าเป็นผู้ปล่อยเงินกู้จริงให้กับแม่ค้าพ่อค้าในตลาดย่านอ่อนนุช ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 มาประมาณ 1 ปีแล้ว ส่วนรถยนต์และ จยย.มีผู้มาจำนำไว้

ด้าน พ.อ.นพสิทธิ์เปิดเผยถึงการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ว่า ได้รับการร้องเรียนว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นแหล่งปล่อยเงินกู้ ใช้วิธีแจกใบปลิวตามสถานที่ต่างๆในย่านนี้ พวกที่กู้เงินส่วนใหญ่จะเป็นพวกพ่อค้า แม่ค้า หรือพวกหาเช้ากินค่ำ โดยจะคิดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 20 ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยกฎหมายกำหนดไว้แค่ร้อยละ 3 เท่านั้น เบื้องต้น ส่งพนักงานสอบสวน สน.อุดมสุข ดำเนินคดีข้อหา ปล่อยให้ผู้อื่นยืมเงิน เรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการปราบปรามผู้มีอิทธิพลว่า อยากย้ำว่าการปราบปรามผู้อิทธิพลจะไม่สิ้นสุดในเดือน เม.ย.นี้ แต่จะดำเนินการไปตลอด โดยช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาได้ดำเนินการกับคนกระทำผิดชัดเจนทุกพื้นที่ ไม่เฉพาะเจาะจงพื้นที่ใด แต่ยังไม่ได้สรุปผลว่าดำเนินการไปเท่าใดแล้ว ทั้งนี้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 13/2559 เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ไม่ได้ให้อำนาจทหารบังคับใช้กฎหมายมากเกินไป แต่ต้องประสานงานกับตำรวจในพื้นที่ด้วย การลงพื้นที่ต้องรายงานผลทุกครั้ง ส่วนที่วิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่สามารถตรวจค้นได้โดยไม่มีหมายศาลนั้น ขอชี้แจงว่าไม่ได้จับกุมบุคคลทั่วไป แต่จะดำเนินการเฉพาะบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ก่อนแล้ว ย้ำว่าไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ที่มา>>>Thairath