ร้านปักเสื้อขอนแก่นเงินสะพัด คนเอาชุด นร.เก่า มาแก้วันละร้อยตัว

ร้านปักเสื้อที่ขอนแก่น เงินสะพัดรับช่วงใกล้เปิดเทอม มีงานมาให้ทำกว่าวันละ 100 ตัว โดย 90% เป็นการแก้ไขเสื้อเก่าจากพี่สู่น้อง ขณะที่ยอดขายชุด นร.ใหม่ลดลง เพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ผู้ปกครองต้องประหยัดค่าใช้จ่าย…

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 พ.ค.2559 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจการเลือกซื้อเสื้อผ้าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน รวมไปถึงการให้บริการรับปักจักร เพื่อให้บริการแก่ผู้ปกครองและนักเรียน ในช่วงของการเปิดภาคเรียนประจำปี 2559 โดยพบว่าส่วนใหญ่ยังคงมีลูกค้ามาใช้บริการกันแน่นร้าน โดยเฉพาะร้านรับปักจักรที่เปิดให้บริการอยู่ริมถนนหน้าเมือง ก่อนถึงสี่แยกเตียวฮง (หน้าเมืองตัดศรีจันทร์) พบว่าผู้ปกครองจำนวนมากมายืนรอต่อคิวเพื่อขอรับบริการปักชื่อให้กับเสื้อนักเรียนของบุตรหลาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนที่กำลังจะมาถึง โดยจะมีการจองคิวล่วงหน้า แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต่างพากันจองคิวทิ้งไว้เพื่อให้แล้วเสร็จภายในวันเดียวนางสายสมร ผาหล้า อายุ 39 ปี เจ้าของร้านปักจักรขอนแก่นกล่าวว่า ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้ และเชื่อว่าจะไปจนถึงช่วงของการเปิดภาคเรียนที่โรงเรียนต่างๆ จะเปิดทำการเรียนการสอนในวันที่ 16 พ.ค.นั้น ผู้ปกครองต่างพากันนำเสื้อนักเรียนทั้งแบบเสื้อสีขาวและเสื้อพละ มารอรับบริการปักจักร ด้วยการปักชื่อ นามสกุล ชั้นปี รวมไปถึงอักษรย่อโรงเรียนและรหัสประจำตัวนักเรียนกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยต่อวันจะอยู่ที่วันละประมาณ 100 ตัว ทางร้านรับให้บริการทั้งหมด โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.30 น.ทุกวัน โดยให้บริการปักจักรแบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นการให้บริการที่รวดเร็ว สวยงาม และราคาไม่แพง

ส่วนอัตราการให้บริการจะไม่แตกต่างไปจากร้านอื่นๆ ที่เปิดให้บริการอยู่บริเวณใกล้เคียงมากนัก โดยสนนราคาอยู่ที่ปักชื่อ-นามสกุล อักษรย่อโรงเรียน ระดับชั้น และรหัสเลขประจำตัวนักเรียนทั้งด้านซ้ายและด้านขวา จะอยู่ที่ราคาตัวละ 50 บาท โดยลูกค้าจะต้องจองคิวและมีการนัดรับเสื้อ โดยการปักในลักษณะเช่นนี้จะเป็นเสื้อใหม่ทั้งหมด ใช้เวลาปัก 1 วัน สามารถมาติดต่อขอรับกลับคืนได้“ทางร้านยังคงให้บริการเลาะเสื้อเดิม คิดราคาตัวละ 20 บาท ซึ่งหากลูกค้านำเสื้อเก่าของพี่มาเลาะป้ายชื่อออกเพื่อให้กับน้อง ก็จะคิดราคาเพิ่มอีกตัวละ 20 บาท ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่ามากกว่าร้อยละ 90 ของลูกค้าที่มาใช้บริการกันนั้น จะเป็นการนำเสื้อเก่าของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเสื้อจากพี่สู่น้อง มาขอรับปักจักรเพิ่มขึ้น ทั้งนี้สาเหตุน่าจะเกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในระยะนี้ ประกอบกับต้องประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดภาคเรียน ที่จะต้องชำระเงินในด้านต่างๆ อีกจำนวนมาก ทำให้สิ่งใดประหยัดได้ก็ควรที่จะประหยัด” เจ้าของร้านปักจักรขอนแก่นกล่าว

ขณะที่ร้านแสงสุวรรณ ที่เป็นร้านจำหน่ายชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนรายใหญ่ของ จ.ขอนแก่น พบว่ามีผู้ปกครองนำบุตรหลานมาหาซื้อชุดนักเรียนจนแน่นร้านจนแทบไม่มีที่ยืน ทางร้านจึงต้องจัดระบบบัตรคิวและจัดแถวยาว สำหรับการให้บริการแก่ลูกค้าให้ครบทุกคน ซึ่งยอดขายในปีนี้ลดลงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และยังซื้อจำนวนน้อยลง อาจเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น โดยการซื้อขายชุดนักเรียนในปีนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองซื้อสินค้าแค่ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นซื้อเสื้อนักเรียนที่จำกัดการซื้อเหลือเพียง 1-2 ตัว ขณะที่บางคนเดิมที่เคยซื้อทั้งเสื้อและกางเกง หรือ กระโปรงยกชุด ก็จำกัดการซื้อลงเหลือเพียง 1-2 ชุดเช่นกัน สำหรับราคาชุดนักเรียนปีนี้ยังคงเท่ากับราคาที่ขายปีก่อน แต่จะมีเฉพาะอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ผ้าพันคอ เข็มขัด ถุงเท้า รองเท้า ที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย.

ที่มา>>>Thairath

เกษตรกรกว่า 300 คนใน 7 ตำบล จ.อุตรดิตถ์ กล่าวคำสัตยาบันไม่เผาตอซัง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นำเกษตรกรกว่า 300 คน กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณจะไม่เผาตอซัง ในพื้นที่ 100,000 ไร่ เพื่อลดปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษ กระตุ้นจิตสำนึกหยุดการเผาตอซังในพื้นที่เกษตร ที่ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

วันที่ 10 พ.ค. 59 ที่แปลงข้าวโพด หมู่ 4 ต.แสนตอ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ นายอำเภอน้ำปาด พร้อมด้วย นายอดุลย์ศักดิ์ ไอยราช เกษตรอำเภอน้ำปาด และผู้นำท้องถิ่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เกษตรกร ใน 7 ตำบล ประกอบไปด้วย ตำบลแสนตอ ต.บ้านฝาย ต.น้ำไผ่ ต.น้ำไคร้ ต.เด่นเหล็ก และต.ท่าแฝก สถานีควบคุมไฟป่าต้นสักใหญ่ นำเกษตรกรกว่า 300 คนใน 7 ตำบล กล่าวคำสัตยาบันจะไม่เผาตอซัง ในพื้นที่ 100,000 ไร่ เพื่อลดปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษทางอากาศ และในโอกาสนี้ นายอำเภอน้ำปาด ได้ขับรถไถเพื่อไถกลบตอซังโดยไม่ต้องเผาอีกด้วยเนื่องด้วยอำเภอน้ำปาด เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประสบปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษทางอากาศที่อยู่ในรับดับรุนแรง สาเหตุหลักมาจากเกษตรกรเผาตอซังในที่โล่ง ทั้งในพื้นป่าและพื้นที่เกษตรกรซึ่งการเผาดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน รวมทั้งส่งผลเสียต่ออาชีพการเกษตรโดยตรง กล่าวคือ ทำให้ดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าควรเป็น

ทั้งนี้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมอบหมายให้กระทรงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบดำเนินการควบคุมในพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะไร่ข้าวโพด ที่ชาวเกษตรกรอำเภอน้ำปาดส่วนมากจะปลูกข้าวโพดกันเสียส่วนใหญ่และทางเกษตรยังมีการอบรมให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ตามมาตรการของรัฐบาล” นายสมลักษ์ นายอำเภอน้ำปาดกล่าวนายอดุลย์ศักดิ์ ไอยราช เกษตรอำน้ำปาด กล่าวว่า เกษตรอำเภอน้ำปาด เพื่อเกิดการเผยแพร่ข้อมูล ประชาสัมพันธ์ กระตุ้นจิตสำนึกหยุดการเผาตอซังในพื้นที่เกษตร สร้างความรู้ความเข้าใจและปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรมุ่งสู่การทำการเกษตรปลอดเผาตอซังในพื้นที่เกษตร สนง.เกษตรอำเภอน้ำปาด จึงได้จัดให้มีงานรณรงค์และสาบานลดการเผาตอซังในพื้นที่เกษตร ขึ้นในวันนี้โดยขอความร่วมมือของทุกภาคส่วนและยังได้รับเกียรติจากนายอำเภอน้ำปาดมาเปิดงานในครั้งนี้อีกด้วย

ที่มา>>>Thairath

‘น้ำแข็งกด’ ตลาดย้อนยุคนครชุม ขายแบบบ้านๆ โกยเงินวันละ 2-3 พัน

น้ำแข็งกดราดน้ำหวาน ขนมสุดคลาสสิก ยามหน้าร้อนตอนเด็กๆ แบบบ้านๆ ขายดีในตลาดย้อนยุคนครชุม เมืองกำแพงเพชร แม่ค้าทำแทบไม่ทัน เด็กๆ รุมเพียบ รับทรัพย์วันละ 2,000-3,000 บาท…

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดย้อนยุค ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เป็นตลาดเก่าแก่ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบ้านไม้อายุหลาย 100 ปี เนื่องจากตลาดแห่งนี้เป็นชุมทางการค้าขาย จึงมีชื่อเรียกว่านครชุม มีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ยังคงสืบต่อกันมา และมีขนมหวานแบบท้องถิ่นจำนวนมากเป็นเอกลักษณ์ของชาวนครชุมทั้งนี้ ภายในงานมีร้านขายของต่างๆ มากันเต็ม และในยามที่อากาศมีอุณหภูมิถึง 43 องศาเซลเซียส มีคนไปรุมซื้อน้ำแข็งกดราดน้ำหวานกันคึกคัก ซึ่งเป็นขนมสุดคลาสสิกในยามหน้าร้อนของเด็กๆ ในยุคหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันค่อนข้างหารับประทานยากแล้ว เพราะไม่มีคนขายเด็กยุคนี้ก็ไม่รู้จักด้วย จึงเป็นอาชีพที่กำลังจะเลือนหายไปนางสายหยุด คมคล้าย อายุ 57 ปี ชาว ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร มาขายน้ำแข็งกดราดน้ำหวานในตลาดแห่งนี้ ซึ่งเด็กๆ ต่างให้ความสนใจมาซื้อรับประทานกัน โดยนางสายหยุดจะใช้แก้วอะลูมิเนียมตักน้ำแข็งที่ใส่ไว้ในถังน้ำแข็ง จากนั้นนำมาปักไม้สำหรับถือ แล้วกระแทกแก้วพร้อมกับกดน้ำแข็งให้จับตัวกันแน่น เมื่อดึงออกมาก็จะเป็นรูปแก้วที่เป็นตัวแบบจากนั้นจะราดน้ำหวานซึ่งมีให้เลือกหลายสี หลังจากราดน้ำหวานจนฉ่ำทั้งแท่งแล้วก็ใส่แก้วพลาสติกให้เด็กๆ นำไปกัดกินเล่นเพื่อคลายความร้อน บางคนก็ใช้วิธีดูดแล้วพากันเดินเที่ยวงาน ทั้งนี้ นางสายหยุดขายแท่งละ 10 บาท แต่ละคืนจะขายได้นับ 2,000-3,000 บาท

ที่มา>>>Thairath

รักไม่จำกัดเพศ!! นักธุรกิจเมืองผู้ดี หอบสินสอดกว่า 5 ล. วิวาห์หนุ่มไทย

หนุ่มนักธุรกิจเมืองผู้ดีวัย 35 ข้ามน้ำข้ามทะเลหอบสินสอดกว่า 5 ล้านบาทมายังปราจีนฯ ตัดสินใจแต่งงานกับหนุ่มไทยวัย 29 อดีตพนง.โรงงาน หลังรู้จักทางเฟซฯ คบหาดูใจกว่า 1 ปี วางแผนใช้ชีวิตร่วมกันที่ประเทศอังกฤษ…

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ พิธีมงคลสมรสหนุ่มชาวอังกฤษยกขันหมากมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท มาสู่ขอหนุ่มคนไทยที่ ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เมื่อเดินทางไปบ้านเลขที่ 81 หมู่ 9 ต.เมืองเก่า พบว่า กำลังมีการประกอบพิธีมงคลสมรส ระหว่าง MR.CARL EDEN (คราล อีเดน) อายุ 35 ปี อาชีพประกอบธุรกิจส่วนตัวในประเทศอังกฤษ กับนายชัยวรฤทธิ์ วิถาวร หรือ Tony อายุ 29 ปี อดีตพนักงานโรงงานแห่งหนึ่ง

ภายในพิธีงานมงคลสมรส มีการจัดพิธีแบบไทยทั้งหมด ในส่วนของสินสอดนั้น ประกอบไปด้วยทองรูปพรรณ เงินสด บ้านพร้อมที่ดิน รถยนต์ รวมมูลค่ากว่า 5,000,000 ล้านบาท หลังจากเสร็จพิธีสงฆ์ในช่วงเช้า ก็มีพิธีแห่ขันหมากได้เข้าพิธีสวมแหวน พร้อมทั้งผูกข้อมือตามลำดับ ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความสนุกสนานจากผู้ร่วมงานกว่า 50 คน ส่วนงานเลี้ยงในช่วงเย็นจะเริ่มขึ้นที่โรงแรมเปรมสุข ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยจะมีการจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีน จำนวน 50 โต๊ะ แขกร่วมงานน่าจะประมาณ 500 คนด้าน นายชัยวรฤทธิ์ เปิดเผยว่า ตนพบกับแฟนหนุ่มทางเฟซบุ๊ก และได้เจอกันที่กรุงเทพฯ ต่อจากนั้นพูดคุยกันมาเรื่อยๆ เป็นระยะเวลา 1 ปี 1 เดือน ก็ตัดสินใจร่วมพิธีแต่งงานกัน ซึ่งโดยส่วนตัวที่ตนได้จัดพิธีมงคลสมรสการแต่งงานชายกับชายนั้น ตนคิดว่า ทุกเพศทุกวัยที่มีความรักต่อกันนั้น สามารถแต่งงานกันได้ ใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งในยุคสมัยนี้ไม่มีการจำกัดเพศหรืออายุแล้ว หลังจากแต่งงานแล้ววางแผนจะเดินทางไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ช่วยทำงานโดยทางแฟนหนุ่มชาวต่างชาติประกอบธุรกิจส่วนตัวร้านดอกไม้ อพาร์ตเมนต์ให้เช่า และร้านสะดวกซื้อ

ขณะเดียวกัน นายคราล อีเดน กล่าวว่า “ผมรักคุณโทนี่มาก เหมือนกับเป็นโอกาสพิเศษ และผมก็มีความสุขมากที่ผมได้อยู่ในประเทศไทย และได้อยู่กับครอบครัวนี้”.

ที่มา>>>Thairath

ใช้ม.44จัดระเบียบร้านค้าวัดโสธร

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 6 พ.ค. ว่า นายอนุกูล ตังคณานุกูลชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อม พล.ต.ต.ธีรพล จินดาหลวง ผบก.ภ.จ.ฉะเชิงเทรา พ.อ.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บังคับการกรมทหารราบ ที่ 112 จัดประชุมพ่อค้าแม่ค้ารอบวัดโสธรวรารามวรวิหารจำนวน 320 คน ที่ห้องประชุมโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งทุกคนจะต้องทำประวัติ ถ่ายรูปพร้อมบอกจุดที่ตั้งร้านค้าทุกคน เพื่อทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่มีการให้คนไปโบกรถให้จอดตามจุดต่างๆ แล้วบังคับให้ซื้อดอกไม้ในราคาที่สูงเกินจริง ทำให้มีการแชร์เรื่องในโลกโซเชียลจนทำให้สร้างผลเสียกับทางวัดและภาพรวมของจังหวัดฉะเชิงเทรา หลังเกิดเหตุ ได้มีการส่งชุดสืบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทราเข้าจับกุมเด็กโบกรถได้มาแล้วเกือบ 25 ราย แล้วทำการเปรียบเทียบปรับไป 500 บาท ในข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญ แต่พบว่ามีการกลับมาทำซ้ำ

ทาง พล.ต.ต.ธีรพล ประกาศว่า ต่อไปจะวางมาตรการ 3 ขั้น ขั้นแรกหากพบกระทำผิดปกติปรับขั้นต่ำ 500 บาท จะเพิ่มเป็น 1,000 บาท หากพบกระทำความผิดซ้ำจะดำเนินการขั้นที่ 2 คือจับเปรียบเทียบปรับพร้อมนำตัวเข้าค่ายทหารเพื่ออบรมปรับทัศนคติ 7 วัน หากพบครั้งที่ 3 จะถูกดำเนินคดีมีโทษปรับ 20,000 บาท หรือจำคุก 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งให้ผู้ที่นำแผงกั้นและกรวยยางจราจรไปซ่อนให้นำมาคืนเพราะถือว่าเป็นการลักทรัพย์ของหลวง จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดพ.อ.ทวีพูลเผยว่า หากมีกลุ่มบุคคลที่จะข่มขู่นักท่องเที่ยวจะเข้าดำเนินการจับกุมเข้าค่ายทหารทันที และจัดกำลังทหารทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบตรวจดูความเรียบร้อยรอบวัดที่เป็นร้านค้าและจุดจอดรถ

นายอนุกูลเปิดเผยว่า ทางวัดได้เพิ่มจุดจอดรถขนาดใหญ่ 2 จุด ที่เป็นที่จอดรถฟรี พร้อมห้ามจอดรถบริเวณตลาดโสธร แต่เพิ่มพื้นที่ ช.พัน. 2 รอ. ค่ายศรีโสธร เป็นจุดจอดรถเพิ่มแทน ซึ่งทางวัดได้มีการจัดรถรับส่งบริการนักท่องเที่ยวฟรี โดยต้องใช้ ม.44 เพื่อให้ประชาชน นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยววัดโสธรวรารามวรวิหาร ไม่ต้องคอยระวังว่าจะถูกทำร้าย หรือเอาเปรียบ พร้อมเรียกชื่อเสียงแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทราคืนมาให้เร็วที่สุด.

ที่มา>>>Thairath

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ต้อนรับ ‘ลูกค่างห้าสี’ สานสัมพันธ์องค์การสวนสัตว์

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ได้สมาชิกใหม่ “ลูกค่างห้าสี” สานสัมพันธ์องค์การสวนสัตว์ทั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการดูแล-เพาะพันธุ์ รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนสัตว์เพื่อการสลับสายพันธุ์อีกด้วย…

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ได้เปิดตัวลูกค่างห้าสี สมาชิกตัวน้อย ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี นายศราวุฒิ ศรีศกุน ผู้อำนวยการสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายสัตวแพทย์สุเมธ กมลนรนารถ ผู้อำนวยการสวนสัตว์ดุสิต และนายวีระพล บุญชูดวง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการสัตว์ นายนิพนธ์ วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่มาร่วมทำการรับขวัญ “ลูกค่างห้าสี”ความร่วมมือระหว่าง เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีการแลกเปลี่ยนสัตว์ ค่างห้าสีกับ กวางผา

นายศราวุฒิ กล่าวว่า จากที่สำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีการร่วมมือกันเพื่อพัฒนางานด้านการแลกเปลี่ยนสัตว์ สารพันธุกรรม รวมทั้งข้อมูลด้านสัตว์ป่า การพัฒนาองค์ความรู้และการฝึกอบรมบุคลากร เพื่อการอนุรักษ์ วิจัย และขยายพันธุ์ จึงได้มีการแลกเปลี่ยนสัตว์ ระหว่าง “ค่างห้าสี” จากองค์การสวนสัตว์ฯ และสิ่งแวดล้อม กับ “กวางผา” ของสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 58 ที่ผ่านมา และขณะนี้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีสามารถเพาะพันธุ์สัตว์ชนิด “ค่างห้าสี” ตัวที่ 2 ได้เป็นผลสำเร็จนายศราวุฒิ ศรีศกุน ผู้อำนวยการสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ส่งผลไม้ให้แม่ค่างห้าสี

สำหรับลูกค่างห้าสีตัวล่าสุดเกิดเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 59 จำนวน 1 ตัว เพศผู้ เกิดจาก “พ่อกินเจ” อายุ 5 ปี 6 เดือน และ “แม่งาม” อายุ 7 ปี 2 เดือน โดยลูกค่างห้าสีตัวนี้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ขณะนี้ก็ได้รับการเลี้ยงดูจากแม่งามอยู่ในส่วนจัดแสดงค่างห้าสี และปัจจุบันเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี มีสมาชิกค่างห้าสีทั้งหมด จำนวน 5 ตัว แบ่งออกเป็นตัวผู้ 3 ตัว ตัวเมีย 2 ตัว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการดูแล เพาะและขยายพันธุ์เลี้ยงสัตว์หายาก ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการสานสัมพันธ์อันดีระหว่างเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และองค์การสวนสัตว์ฯ ที่ในอนาคตทั้งสองฝ่ายจะได้มีการแลกเปลี่ยนสัตว์ชนิด เช่น เสือโคร่งขาวและเสือลายเมฆ เพื่อทำการสลับสายพันธุ์ต่อไปอีกด้วยแม่งาม ค่างห้าสีวัย 7 ปี กับ ลูกน้อยเพศผู้

ทั้งนี้ ค่างห้าสี (Pygathrix nemaeus) ได้ชื่อว่าเป็นค่างที่มีความสวยที่สุดในโลก และเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ เลี้ยงลูกด้วยนม มีสีสันต่างๆ 5 สี ตามชื่อตัว และหัวมีสีเทา แต่ตรงหน้าผากมีสีดำออกแดง หนวดเคราสีขาว หางและก้นสีขาว ผิวหน้าสีเหลือง หน้าแข้งสีแดง มีความยาวลำตัวและหางรวมกัน 53–63 เซนติเมตร ตัวผู้ใหญ่กว่าตัวเมียราวสองเท่า และมีขนเป็นพู่ที่เอวทั้งสองข้าง การสืบพันธุ์ไม่แน่นอน ตั้งท้องประมาณ 196 วัน หรือ 7 เดือนครึ่ง ออกลูกครั้งละ 1 ตัว โดยลูกค่างจะมีสีทอง อยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ ราว 4-5 ตัว พบในพรมแดนระหว่างประเทศลาวและเวียดนาม อาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นลึก และป่าที่ราบสูง ที่มีความสูง 200-1,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล อาหารหลัก ได้แก่ ดอกไม้ ยอดอ่อนของใบไม้ แมลง รวมทั้งผลไม้บางชนิดนับเป็นลูกค่างห้าสี ตัวที่ 2 ที่เกิดในเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจชมความน่ารักของสมาชิกใหม่ตัวน้อย “ลูกค่างห้าสี” สามารถเข้าชมได้ที่ส่วนแสดงค่างห้าสี สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ งานประชาสัมพันธ์ที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โทร. 0-5392-0000, 0-5399-9000.

ที่มา>>>Thairath

พิษณุโลกยังอ่วม! ถูกพายุฤดูร้อนซัด โกดังข้าวเสียหายนับ 10 ล้าน

พายุฤดูร้อนยังโหมพัดกระหน่ำ สร้างความเสียหายหลายพื้นที่ของ จ.พิษณุโลก โดยเฉพาะที่ อ.บางระกำ โกดังข้าวถล่มเสียหายร่วม 10 ล้าน โรงเรียน บ้าน หลังคาเปิดหลายแห่ง ขณะที่ อ.เมือง บ้านพังเสียหายจำนวนมาก ทหารต้องเร่งเข้าช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลจากพายุลมกระโชกแรงเมื่อช่วงเวลาประมาณ 18.00-18.30 น. ของวันที่ 4 พ.ค.59 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้กับหลายพื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก วานนี้ ต้นไม้ริมทางหลวงหมายเลข 117 หรือ ถ.พิษณุโลก-นครสวรรค์ บริเวณหลัก กม. 10 ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ต้นไม้ริมถนนล้มขวางเส้นทางจราจร ได้มีการเคลียร์ออกไปช่วงค่ำวานนี้แล้ว ขณะที่เสาไฟฟ้าแรงสูงฝั่งขาเข้าตัวเมืองพิษณุโลก แรงลมได้พัดหักโค่นหลายสิบต้น ส่วนบ้านเรือนของประชาชนเสียหายมากที่สุดเกือบ 200 หลังคาเรือน ที่ ต.พันเสา อ.บางระกำพื้นที่หมู่ 2 ต.พันเสา อ.บางระกำ ได้รับความเสียหายหลังคาเปิดจำนวน 91 ครัวเรือน

พ.ท.บุริม เครือเป็งกุล ผบ.หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มทบ.39 นำกำลังพลลงไปช่วยประชาชนซ่อมแซมบ้าน เปิดเผยว่า ในส่วนของบ้านหมู่ 2 ต.พันเสา อ.บางระกำ ได้รับความเสียหายหลังคาเปิดจำนวน 91 ครัวเรือน และมี 1 ครัวเรือนของนายนเรศ สุขเมือง ที่ต้องรื้อทั้งหลังเพราะสร้างไว้ตรงกับร่องลมพอดี เจ้าของบ้านกลัวโดนพายุถล่มซ้ำอีก จึงร้องขอให้ช่วยรื้อทั้งหลัง สำหรับวัสดุอุปกรณ์นั้นทางเทศบาลตำบลพันเสาจะเป็นผู้สนับสนุน ในส่วนของทหารจะสนับสนุนด้านกำลังพล ส่วนที่โกดังข้าวเปรมศิริไรซ์ เลขที่ 111/1 หมู่ 2 บ้านวังเป็ด ต.บางระกำ อยู่ริมถนนพิษณุโลก-นครสวรรค์ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก แรงของลมได้พัดตัวอาคารโกดังเก็บข้าวเสียหายโดยสิ้นเชิงจำนวน 1 หลังโกดังข้าวเปรมศิริไรซ์ ถูกลมพัดอาคารที่สร้างใหม่ไว้สำหรับเก็บข้าวเปลือกเสียหายหมด

ภาพจากมุมสูง
ความเสียหายของโกดังข้าวผลจากพายุลมกระโชกแรง เมื่อมองจากมุมสูง

นายวิเชียร จาดเปรม อายุ 62 ปี เจ้าของโรงสีดังกล่าว เปิดเผยว่า ช่วงเกิดเหตุ ตนไม่อยู่ที่โรงสีแต่มีคนงานโทรไปบอกว่าได้เกิดลมพายุฝนกระหน่ำและมีลมกระโชกแรง ทำให้อาคารที่สร้างใหม่ไว้สำหรับเก็บข้าวเปลือกพังลงมาจนเสียหายทั้งหมด จึงได้รีบมาตรวจสอบ ก็พบว่าอาคารเสียหายทั้งหลัง นอกจากนี้บ้านพักและสำนักงานโรงสี ยังถูกพายุพัดกระหน่ำจนได้รับความเสียหายอีก เบื้องต้นคาดความเสียหายไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาทโรงเรียนคลองวัดไร่ ต.บางระกำ หลังคาก็หาย

ด้าน นายวิษณุ รักดี ผู้อำนวยการโรงเรียนคลองวัดไร่ ต.บางระกำ เผยว่า แรงลมได้หอบหลังคาของอาคารห้องสมุดและอาคารเรียนของชั้น ป.5 ปลิวหายไป และมีฝนตกใส่อุปกรณ์การเรียน สมุด หนังสือ และเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องได้รับความเสียหาย ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 200,000 บาท เช่นเดียวกับโรงเรียนบ้านท่าโก ต.บางระกำ ที่อยู่ใกล้กัน แรงลมได้พัดหลังคาอาคารเรียนชั้น 2 ของชั้น ป.5 หลังคาสังกะสีปลิวไปไกลกลางทุ่งนาร่วม 500 เมตร ทรัพย์สินภายในห้องเรียนได้รับความเสียหายจำนวนหนึ่ง รวมถึงบริเวณใกล้เคียง บ้านเรือนราษฎรในบ้านท่าโก อ.บางระกำ ได้รับความเสียหายหลายหลัง สำหรับเขต อ.เมืองพิษณุโลก ลมพายุฤดูร้อนทำให้บ้านเรือนเสียหายเบื้องต้น 48 หลังคา ประกอบด้วย หมู่ที่ 12 และหมู่ที่ 6 ต.วัดพริก 4 หลัง หมู่ 2 ต.งิ้วงาม 1 หลัง หมู่ที่ 10 ต.บ้านกร่าง 15 หลัง หมู่ที่ 10 ต.ท่าโพธิ์ 27 หลัง และหมู่ที่ 1 ต.หัวรอ 1 หลัง รวมทั้งหมด 48 หลัง กำลังพลจาก พล.ร.4 และ ม.พัน 9 กองทัพภาคที่ 3 ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนแล้ว.

ที่มา>>>Thairath

ไม่ได้ซื้อ-โบอิ้ง 747 ผู้ใหญ่ใจดีให้ฟรี! สร้างแลนด์มาร์กใหม่โคราช

(ภาพส่วนหนึ่งจากเจ้าของโครงการ)

นักธุรกิจหนุ่มผุดโปรเจกต์แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ขนซากเครื่องบินโบอิ้ง 747 ไปไว้ในที่ดินทำเลทอง ระบุชัดไม่ได้ซื้อ 20-30 ล้านตามข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้ แต่ผู้ใหญ่ใจดีมอบให้ฟรี เพื่อทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างความเจริญให้โคราช…

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ภายหลังจากโลกโซเชียลฮือฮาแห่แชร์ภาพการเคลื่อนย้ายเครื่องบินโบอิ้ง 747 จากสนามบินนครราชสีมา หรือสนามบินหนองเต็ง อ.จักราช จ.นครราชสีมา ไปยังไร่มันสำปะหลัง ต.หนองจะบก อ.เมืองนครราชสีมา ประตู 2 ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และทำการประกอบใหม่บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ บริเวณสี่แยกถนนตัดใหม่ มทส.ประตู 1 เชื่อม มทส.ประตู 2 ก่อนถึงทางเข้า รพ.มหาวิทยาลัยสุรนารี พร้อมกับเปิดตัวนักธุรกิจหนุ่มผู้รับเหมาท่าทราย ‘ปราโมทย์ ริมใหม่’ เตรียมก่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวบิ๊กโปรเจกต์แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของโคราช “โบอิ้งแลนด์” โดยมีรายงานระบุว่าเครื่องบินโบอิ้ง 747 ดังกล่าว ถูกซื้อมาในราคา 20-30 ล้านบาทเจ้าของโครงการยืนยัน ชัดไม่ได้ซื้อเครื่องบินราคา 20-30 ล้านบาทตามข่าวในโลกโซเชียล

ล่าสุด ที่บริเวณกลางไร่มันสำปะหลังเนื้อที่กว่า 100 ไร่ ต.หนองจะบก อ.เมือง จ.นครราชสีมา ใกล้ประตู 2 เข้าไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี บริเวณสถานที่ที่เตรียมก่อสร้าง มีเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหญ่ ตัวเครื่องสีขาว พร้อมปีกสองข้าง และแพนหางจอดไว้ มีช่างหลายสิบคนขะมักเขม้นเร่งดำเนินการประกอบให้สมบูรณ์ เพื่อทำเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของ จ.นครราชสีมา ซึ่งจะสามารถเปิดให้เข้าชมได้ในช่วงปลายปี 2559

นายปราโมทย์ ริมใหม่ กรรมการผู้จัดการ หจก.ริมใหม่ คอนสตรัคชั่น ผู้จำหน่ายเครื่องจักรกลหนักในการทำธุรกิจเหมือง ดำเนินกิจการธุรกิจท่าทราย และรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยถึงข้อสงสัย และที่มาของการขนย้ายเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหญ่จากสนามบินหนองเต็ง อ.เฉลิมพระเกียรติ ว่า ตนได้เจรจา และได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่มอบเครื่องบินลำดังกล่าวมาจริง ตนยืนยันว่า ไม่ได้มีการซื้อมาแต่อย่างใด เนื่องจากผู้ใหญ่เห็นความตั้งใจของตน ส่วนที่มีข่าวว่า ซื้อมาด้วยงบ 20-30 ล้านบาทนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด และมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างโบอิ้ง 747-300 ที่ไม่ได้ใช้งานถูกเคลื่อนย้ายมาไว้ที่โครงการ โบอิ้งแลนด์

ทั้งนี้ เครื่องบินที่ผู้ใหญ่ใจดี มอบให้มานั้น ได้นำมาไว้พื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนด และเป็นทำเลที่สวยงาม ปัจจุบันเปิดให้บริการแก่กลุ่มจิตอาสาได้ใช้ประโยชน์เป็นสนามเครื่องบินเล็ก และตนกำลังมีโปรเจกต์ใหม่ เป็นโปรเจกต์ใหญ่ เพื่อจะสร้างพื้นที่บริเวณนี้เป็นแลนด์มาร์ก แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของโคราช จึงได้มีแนวความคิดว่าจะนำเครื่องบินที่ปลดประจำการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตต่อไป

“เดิมทีจะเข้าไปสอบถามและคุยงานกับทาง ผอ.ท่าอากาศยานนครราชสีมา เกี่ยวกับการทำธุรกิจอุตสาหกรรมการบิน และท่านบอกว่าตอนนี้จะมีการปรับพื้นที่ภายในสนามบินหนองเต็ง และอยากจะให้ช่วยนำเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่ปลดประจำการไปใช้ประโยชน์ เพราะไม่อยากให้ไปอยู่จังหวัดอื่น มีการพูดคุยกันในเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเครื่องบินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบิน และผลักดันให้เป็นแหล่งเที่ยวเพื่อรองรับ AEC ซึ่งก็สนใจ เพราะมีพื้นที่สวยๆ อยู่หน้า มทส.กว่า 100 ไร่ เหมาะที่จะนำเครื่องบินลำนี้ไปใช้ประโยชน์ พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต จึงตัดสินใจเจรจากับผู้ใหญ่จนตกลง และได้เครื่องบินโบอิ้ง 747 มา”

นักธุรกิจหนุ่ม กล่าวอีกว่า แต่การขนย้ายเครื่องบินลำใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราต้องจ้างทีมวิศวกรและช่างมืออาชีพเข้ามารื้อถอน เพราะต้องการจะให้เครื่องบินอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด โดยไม่มีการตัดต่อใดๆ นอตทุกตัวต้องผ่านการถอดที่ถูกต้อง และเราได้ขนย้ายในเวลากลางคืนเพื่อความสะดวก ไม่เกิดปัญหาการจราจร โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากทหาร ตำรวจ กู้ภัย ในการรื้อถอนและขนย้ายโบอิ้ง 747 ลำนี้ ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงอยู่ แต่ไม่ขอเปิดเผยภายในของเครื่องบิน

นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า หลังจากนำเครื่องบินโบอิ้ง 747 มาประกอบและจอดไว้บนที่ดิน 100 ไร่ ซึ่งเป็นทำเลที่โดดเด่นมากอยู่ระหว่าง มทส.ประตู 1 เชื่อม มทส.ประตู 2 ปรากฏว่ามีประชาชนที่ขับรถผ่านไปมาได้แวะลงมาถ่ายภาพและนำไปส่งต่อทางโซเชียลจนกลายเป็นกระแส เกิดคำถามมากมายว่าบริเวณนี้จะสร้างอะไร ตนขอบอกผ่านตรงนี้เลยว่า เราจะทำเป็นแลนด์มาร์กแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของโคราชภายใต้ชื่อ “โบอิ้งแลนด์” คาดว่าจะใช้เวลาปรับปรุง ตกแต่งสถานที่ และเริ่มเปิดให้บริการได้ช่วงปลายปีนี้ มีทั้งร้านอาหาร ร้านสเต๊ก ร้านกาแฟชื่อดัง โดยจะยกตู้คอนเทนเนอร์มาตกแต่งให้สวยงาม รวมทั้งปรับพื้นที่รองรับสำหรับจอดรถบ้านของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในภาคอีสาน ได้จอดพักรถเพื่อพักผ่อน หรือทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ โดยเรามีบริการห้องน้ำ ร้านอาหาร ฯลฯ

ทางด้าน นายประวัติ ดวงกันยา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครราชสีมา เปิดเผยว่า เครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำนี้อยู่คู่กับสนามบินหนองเต็งมานานเป็น 10 ปี มีนายชัชวาล วงศ์จร เจ้าของโรงแรมวีวันโคราชเป็นผู้ดูแล ต่อจากเจ้าของเดิมที่เป็นนักธุรกิจอยู่ใน จ.นครปฐม นายชัชวาล มีแนวคิดจะเอาไปทำเป็นจุดท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับโรงแรม แต่ก็เงียบหายไป ไม่มีแผนที่จะเคลื่อนย้ายเครื่องบินออกไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเคยมีนักธุรกิจจากหลายพื้นที่มาดูและอยากได้ บางคนก็จะเอาไปทำเป็นเศษเหล็กขาย แต่ตนรู้สึกเสียดายเพราะสภาพเครื่องบินยังดีและสวยมาก ประกอบกับเคยไปเห็นในหลายๆ ที่เขาเอาเครื่องบินไปพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำเป็นจุดเด่นของเมือง อย่างจังหวัดใกล้เคียง เขาก็มาดูและสนใจมาก

“เครื่องบินลำนี้มีสภาพสวย และหายากมาก ไม่อยากให้ทำลายทิ้งเพราะมองว่าน่าจะเอาไปทำประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว โดยตรงกับเจตนารมณ์ก็เลยได้ร่วมพูดคุยกับคุณชัชวาลจนสำเร็จ และมอบเครื่องบินให้คุณปราโมทย์ไป เมื่อตกลงได้แล้วการขนส่ง คือปัญหาต่อไป ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะถ้ามีการตัดเรารู้สึกเสียดายก็ปรึกษากันว่าทำอย่างไรที่จะหาช่างที่มีความรู้เรื่องส่วนประกอบเครื่องบินมาถอดชิ้นส่วนโดยไม่ต้องตัด ปรากฏว่าทางคุณปราโมทย์ ก็หาช่างมาถอด และขนย้ายไปประกอบใหม่ให้อยู่ในสภาพเดิมได้” ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครราชสีมา กล่าว.

ที่มา>>>Thairath

ผญบ.ท่าสำราญ เป็นกาวใจ จับกลุ่มวัยรุ่นคู่อริ ยุติปัญหา พัฒนาหมู่บ้าน

คืนความสุขให้วัยรุ่นในหมู่บ้าน! ผู้ใหญ่บ้านท่าสำราญ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด เชิญผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ร่วมยุติปัญหาวัยรุ่นทะเลาะกัน เชิญผู้ปกครองทั้ง 2 ฝ่ายให้เด็กขอขมา พร้อมสัญญา เลิกติดใจเอาความ จะรักใคร่ปรองดอง ช่วยพัฒนาหมู่บ้าน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบูรณ์ กาฬพันธุ์ อายุ 59 ปี ผู้ใหญ่บ้านท่าสำราญ หมู่ 2 ต.สว่าง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด อยู่บ้านเลขที่ 22 ได้เชิญผู้สูงอายุ และผู้นำของหมู่บ้าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สว่าง มาเป็นสักขีพยาน กรณีที่วัยรุ่นหมู่บ้าน ก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกันเอง โดยได้มีการ จับหันหน้าเข้าพูดคุยปรับความเข้าใจ ซึ่งมี นายสุด เย็นวัฒนา อายุ 82 ปี นายสะอาด พิมพะเลีย อายุ 77 ปี นายอุดม พระสว่าง อายุ 77 ปี นายหนูกัน พิมพะเลีย อายุ 59 ปี นายสง่า บุญชู อายุ 59 ปี นายบุญจันทร์ แสงจันดา อายุ 62 ปี นายไพฑูรย์ อัศวภูมิ อายุ 60 ปี อีกทั้งยังเชิญผู้ปกครองของเด็กคู่กรณี มารับรู้ถึงการเคลียร์ปัญหา และขอขมาในครั้งนี้ด้วย ผู้ใหญ่บ้านท่าสำราญ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด เชิญผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ร่วมยุติปัญหาวัยรุ่นทะเลาะกัน

ทั้งนี้ พ.ต.ท.สมเกียรติ บัวนิล สว.สส.สภ.สว่าง ได้ไปเป็นสักขีพยาน หลังจากเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา วัยรุ่นอายุตั้งแต่ 16 ปี – 23 ปี จำนวน 4 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวบ้านท่าสำราญ หมู่ 2 ได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายทะเลาะกันเอง กระทั่งต่อมาเด็กทุกคนรู้สึกสำนึกผิด จัดพิธีขอขมาพ่อ-แม่ของแต่ละคน พร้อมด้วยผู้สูงอายุ ผู้นำของหมู่บ้าน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มวัยรุ่นทั้ง 4 คน ให้สัญญาว่า จะไม่ติดใจดำเนินคดีซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ต่อไปจะไม่ทำร้ายร่างกายกันอีก ขอรักใคร่ปรองดองกัน ช่วยกันพัฒนาหมู่บ้าน พัฒนาอาชีพของตนเอง เพื่อให้พ่อแม่และชาวบ้านเกิดความสบายใจ และหมู่บ้านเกิดความสันติสุข

ที่มา>>>Thairath

โจรใจบาป! สกลนคร บุกตัดไม้พะยูงเสาหอระฆังวัด มูลค่านับล้านกลางดึก

สกลนคร โจรใจบาปไม่กลัวนรกจะกินหัว! บุกตัดไม้พะยูงเสาหอระฆังวัดในหมู่บ้าน มูลค่านับล้านบาท คาด อาจเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่เคยก่อเหตุ ใช้ปืนจี้จับพระมัดกับต้นไม้ข้ามคืน หลังกวาดทรัพย์สินเงินสด-พระเครื่อง หลบหนีไป

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นายสมศักดิ์ สุขประเสริฐ นายอำเภอสว่างแดนดิน ว่า มีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน เข้าไปตัดไม้พะยูง ซึ่งเป็นเสาค้ำยันหอระฆัง วัดสามัคคีท่าหลวง บ.นาดินจี่-บ.หนองหมากแซว ม.3 ต.คำสะอาด อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร แล้วขนหลบหนีไป จำนวน 2 ต้น จึงเดินทางไปพร้อมด้วย พ.ต.ท.พัลลภ กลิ่นหอม สว.สส.สภ.สว่างแดนดิน นายรัฐศาสตร์ หาบสา ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อ.สว่างแดนดิน จ.ส.อ.จรูญ แสนเพียง จ.ส.อ.สรายุธ วงษ์เมือง ชปพท.4 กรมทหารราบที่ 3 นายจำลอง สืบสม ผู้ใหญ่บ้านหนองหมากแซว ม.10 รักษาการผู้ใหญ่บ้าน บ.หนองหมากแซว ม.3 เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งเมื่อไปถึงพบชาวบ้านกำลังจับกลุ่มพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยที่เกิดเหตุ บริเวณหอระฆัง วัดสามัคคีท่าหลวง เป็นอาคารไม้สูง ประมาณ 3 เมตรเสาค้ำยันอาคารหอระฆัง ซึ่งเป็นเสาไม้พะยูงที่ได้รับการบริจาคมาจากที่ดินของชาวบ้าน จำนวน 2 ต้น จากทั้งหมด 6 ต้น เส้นรอบวงของเสา ประมาณ 1.20 -1.34 เมตร มีร่องรอยถูกคนร้ายลักลอบเข้ามาใช้เลื่อยยนต์ตัดเสาด้านข้างอาคารทางทิศตะวันตก จำนวน 2 ต้น จนติดพื้นดินและพื้นอาคารเหลือแต่ตอ มีเศษขี้เลื่อย คราบน้ำมันเกลื่อนพื้น ทั้ง 2 จุด จากนั้นคนร้ายใช้เหล็กแป๊บผ่าซีกแหลมที่เตรียมมา ความยาวใกล้เคียงกับความสูงของอาคาร ค้ำยันอาคารหอระฆังไว้ไม่ให้ล้ม และทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าร่องรอยโจรใจบาป ตัดไม้พะยูงเสาหอระฆังวัด มูลค่านับล้านบาท ที่ จ.สกลนคร

ส่วนเส้นทางที่คนร้ายนำไม้พะยูงออกไปนั้น เคลื่อนย้ายออกบริเวณกำแพงวัด จนกำแพงแตกร้าว เนื่องจากมีประตูเข้าออกด้านหน้าจุดเดียว ซึ่งขณะเกิดเหตุนั้น ไม่มีใครอยู่ภายในวัด จากคำให้การของชาวบ้านคาดว่าคนร้ายน่าจะบุกเข้ามาวัด เวลาประมาณ 22.00 น. คืนวันที่ 3 พฤษาคม โดยอาศัยจังหวะที่ชาวบ้านในหมู่บ้านหนองหมากแซว ม.3 เดินทางไปร่วมประชุมประชาคม เกี่ยวกับงบพัฒนาหมู่บ้าน และเป็นช่วงที่ พระวีรพงษ์ ธรรมคันธี ไม่ได้อยู่จำวัด แล้วลงมือก่อเหตุ โดยคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน ที่มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี ลงมืออย่างรวดเร็ว ใช้น้ำมันชโลมเสาเพื่อป้องกันเสียงดังเวลาใช้เลื่อยยนต์ตัดเสาอาคารหอระฆัง ดูจากสภาพแล้ว คาดว่าคนร้ายอาจตั้งใจจะเอาไปให้หมด เพราะเห็นว่าเสาต้นหนึ่งถูกตัดแล้วแต่ยังไม่นำเอาเหล็กแป๊บผ่าซีกแหลมที่เตรียมมามาค้ำยัน อาจจะมีคนผ่านไปมา จึงรีบหลบหนีไปก่อน พร้อมเสาไม้พะยูง 2 ต้น

พระวีรพงษ์ ธรรมคันธี เล่าว่า อาตมาจำวัดที่นี่เพียงรูปเดียว พึ่งมาจำวัดได้ 5 เดือน วัดนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2484 เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านหนองหมากแซว ก่อนหน้าที่จะมีการมาลักลอบตัดไม้พะยูง ในช่วงเย็นวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา อาตมาเจอเหตุการณ์ คนร้ายชาย 2 คน เข้ามาในวัดทำทีขอนอนพักที่ศาลาวัด แต่อาตมาไม่อนุญาต จากนั้นจึงไปกวาดลานวัดตามปกติ ต่อมา คนร้ายทั้ง 2 คน บุกเข้ามาจับกุมตน แล้วนำไปมัดไว้ที่ต้นไม้หลังกุฏิวัด ทำการรื้อค้นทรัพย์สินภายในกุฏิ ได้เงินสดไปจำนวนหนึ่ง พระเครื่องและโทรศัพท์ไปด้วย กว่าจะมีโยมมาพบก็ข้ามไปอีกวัน โดยทิ้งร่องรอยบาดแผลเชือกมัดไว้บริเวณแขนทั้ง 2 ข้าง จากนั้นญาติของอาตมาขอให้ไปจำวัดที่อื่นก่อนเพราะเกรงจะเกิดอันตรายโดยก่อนหน้าที่จะเกิดทั้ง 2 เหตุการณ์ มีโยมแวะเวียนมาถามซื้อเสาต้นไม้พะยูงหลายครั้ง และให้ราคาเกือบ 3 ล้าน แต่อาตมาระบุว่า จะซื้อขายไม่ได้ เพราะเป็นของโยมส่วนรวมในหมู่บ้านนี้ และคืนเกิดเหตุการณ์เมื่อวานนี้ อาตมาก็ไม่ได้อยู่วัดเช่นกัน สงสัยว่า คนร้ายอาจจะเป็นกลุ่มเดียวกันก็เป็นได้

ด้าน จนท.ฝ่ายความมั่นคง อ.สว่างแดนดิน จนท.ตำรวจชุดสืบสวน สภ.สว่างแดนดิน จนท.ทหาร จะได้ทำการสืบสวนข้อมูลกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง พระวีรพงษ์ เพื่อหาข้อมูลเบาะแสรูปพรรณสันฐานคนร้าย เพื่อดำเนินการจับกุมคนร้ายให้ได้ เนื่องจากถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ ซึ่งตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่า จะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกันหรือไม่ เนื่องจากต้องดำเนินการสืบสวนก่อน และจะเร่งจับกุมตัวให้ได้โดยเร็ว ส่วนชาวบ้านที่มาดูเหตุการณ์ ต่างสาปแช่งให้โจรใจบาปที่มาลงมือ หรือคนใดที่นำไม้พะยูงจากวัดไปครอบครองขอให้ตายโหง หรือชีวิตมีแต่ความตกต่ำไม่เจริญรุ่งเรือง และเสาไม้พะยูงที่เหลืออีก 4 ต้น จะมีชาวบ้าน และ จนท.จัดเวรยามมาเฝ้าระวังร่วมกัน

ที่มา>>>Thairath