ผญบ.ท่าสำราญ เป็นกาวใจ จับกลุ่มวัยรุ่นคู่อริ ยุติปัญหา พัฒนาหมู่บ้าน

คืนความสุขให้วัยรุ่นในหมู่บ้าน! ผู้ใหญ่บ้านท่าสำราญ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด เชิญผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ร่วมยุติปัญหาวัยรุ่นทะเลาะกัน เชิญผู้ปกครองทั้ง 2 ฝ่ายให้เด็กขอขมา พร้อมสัญญา เลิกติดใจเอาความ จะรักใคร่ปรองดอง ช่วยพัฒนาหมู่บ้าน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบูรณ์ กาฬพันธุ์ อายุ 59 ปี ผู้ใหญ่บ้านท่าสำราญ หมู่ 2 ต.สว่าง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด อยู่บ้านเลขที่ 22 ได้เชิญผู้สูงอายุ และผู้นำของหมู่บ้าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สว่าง มาเป็นสักขีพยาน กรณีที่วัยรุ่นหมู่บ้าน ก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกันเอง โดยได้มีการ จับหันหน้าเข้าพูดคุยปรับความเข้าใจ ซึ่งมี นายสุด เย็นวัฒนา อายุ 82 ปี นายสะอาด พิมพะเลีย อายุ 77 ปี นายอุดม พระสว่าง อายุ 77 ปี นายหนูกัน พิมพะเลีย อายุ 59 ปี นายสง่า บุญชู อายุ 59 ปี นายบุญจันทร์ แสงจันดา อายุ 62 ปี นายไพฑูรย์ อัศวภูมิ อายุ 60 ปี อีกทั้งยังเชิญผู้ปกครองของเด็กคู่กรณี มารับรู้ถึงการเคลียร์ปัญหา และขอขมาในครั้งนี้ด้วย ผู้ใหญ่บ้านท่าสำราญ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด เชิญผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ร่วมยุติปัญหาวัยรุ่นทะเลาะกัน

ทั้งนี้ พ.ต.ท.สมเกียรติ บัวนิล สว.สส.สภ.สว่าง ได้ไปเป็นสักขีพยาน หลังจากเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา วัยรุ่นอายุตั้งแต่ 16 ปี – 23 ปี จำนวน 4 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวบ้านท่าสำราญ หมู่ 2 ได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายทะเลาะกันเอง กระทั่งต่อมาเด็กทุกคนรู้สึกสำนึกผิด จัดพิธีขอขมาพ่อ-แม่ของแต่ละคน พร้อมด้วยผู้สูงอายุ ผู้นำของหมู่บ้าน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มวัยรุ่นทั้ง 4 คน ให้สัญญาว่า จะไม่ติดใจดำเนินคดีซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ต่อไปจะไม่ทำร้ายร่างกายกันอีก ขอรักใคร่ปรองดองกัน ช่วยกันพัฒนาหมู่บ้าน พัฒนาอาชีพของตนเอง เพื่อให้พ่อแม่และชาวบ้านเกิดความสบายใจ และหมู่บ้านเกิดความสันติสุข

ที่มา>>>Thairath

โจรใจบาป! สกลนคร บุกตัดไม้พะยูงเสาหอระฆังวัด มูลค่านับล้านกลางดึก

สกลนคร โจรใจบาปไม่กลัวนรกจะกินหัว! บุกตัดไม้พะยูงเสาหอระฆังวัดในหมู่บ้าน มูลค่านับล้านบาท คาด อาจเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่เคยก่อเหตุ ใช้ปืนจี้จับพระมัดกับต้นไม้ข้ามคืน หลังกวาดทรัพย์สินเงินสด-พระเครื่อง หลบหนีไป

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นายสมศักดิ์ สุขประเสริฐ นายอำเภอสว่างแดนดิน ว่า มีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน เข้าไปตัดไม้พะยูง ซึ่งเป็นเสาค้ำยันหอระฆัง วัดสามัคคีท่าหลวง บ.นาดินจี่-บ.หนองหมากแซว ม.3 ต.คำสะอาด อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร แล้วขนหลบหนีไป จำนวน 2 ต้น จึงเดินทางไปพร้อมด้วย พ.ต.ท.พัลลภ กลิ่นหอม สว.สส.สภ.สว่างแดนดิน นายรัฐศาสตร์ หาบสา ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อ.สว่างแดนดิน จ.ส.อ.จรูญ แสนเพียง จ.ส.อ.สรายุธ วงษ์เมือง ชปพท.4 กรมทหารราบที่ 3 นายจำลอง สืบสม ผู้ใหญ่บ้านหนองหมากแซว ม.10 รักษาการผู้ใหญ่บ้าน บ.หนองหมากแซว ม.3 เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งเมื่อไปถึงพบชาวบ้านกำลังจับกลุ่มพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยที่เกิดเหตุ บริเวณหอระฆัง วัดสามัคคีท่าหลวง เป็นอาคารไม้สูง ประมาณ 3 เมตรเสาค้ำยันอาคารหอระฆัง ซึ่งเป็นเสาไม้พะยูงที่ได้รับการบริจาคมาจากที่ดินของชาวบ้าน จำนวน 2 ต้น จากทั้งหมด 6 ต้น เส้นรอบวงของเสา ประมาณ 1.20 -1.34 เมตร มีร่องรอยถูกคนร้ายลักลอบเข้ามาใช้เลื่อยยนต์ตัดเสาด้านข้างอาคารทางทิศตะวันตก จำนวน 2 ต้น จนติดพื้นดินและพื้นอาคารเหลือแต่ตอ มีเศษขี้เลื่อย คราบน้ำมันเกลื่อนพื้น ทั้ง 2 จุด จากนั้นคนร้ายใช้เหล็กแป๊บผ่าซีกแหลมที่เตรียมมา ความยาวใกล้เคียงกับความสูงของอาคาร ค้ำยันอาคารหอระฆังไว้ไม่ให้ล้ม และทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าร่องรอยโจรใจบาป ตัดไม้พะยูงเสาหอระฆังวัด มูลค่านับล้านบาท ที่ จ.สกลนคร

ส่วนเส้นทางที่คนร้ายนำไม้พะยูงออกไปนั้น เคลื่อนย้ายออกบริเวณกำแพงวัด จนกำแพงแตกร้าว เนื่องจากมีประตูเข้าออกด้านหน้าจุดเดียว ซึ่งขณะเกิดเหตุนั้น ไม่มีใครอยู่ภายในวัด จากคำให้การของชาวบ้านคาดว่าคนร้ายน่าจะบุกเข้ามาวัด เวลาประมาณ 22.00 น. คืนวันที่ 3 พฤษาคม โดยอาศัยจังหวะที่ชาวบ้านในหมู่บ้านหนองหมากแซว ม.3 เดินทางไปร่วมประชุมประชาคม เกี่ยวกับงบพัฒนาหมู่บ้าน และเป็นช่วงที่ พระวีรพงษ์ ธรรมคันธี ไม่ได้อยู่จำวัด แล้วลงมือก่อเหตุ โดยคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน ที่มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี ลงมืออย่างรวดเร็ว ใช้น้ำมันชโลมเสาเพื่อป้องกันเสียงดังเวลาใช้เลื่อยยนต์ตัดเสาอาคารหอระฆัง ดูจากสภาพแล้ว คาดว่าคนร้ายอาจตั้งใจจะเอาไปให้หมด เพราะเห็นว่าเสาต้นหนึ่งถูกตัดแล้วแต่ยังไม่นำเอาเหล็กแป๊บผ่าซีกแหลมที่เตรียมมามาค้ำยัน อาจจะมีคนผ่านไปมา จึงรีบหลบหนีไปก่อน พร้อมเสาไม้พะยูง 2 ต้น

พระวีรพงษ์ ธรรมคันธี เล่าว่า อาตมาจำวัดที่นี่เพียงรูปเดียว พึ่งมาจำวัดได้ 5 เดือน วัดนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2484 เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านหนองหมากแซว ก่อนหน้าที่จะมีการมาลักลอบตัดไม้พะยูง ในช่วงเย็นวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา อาตมาเจอเหตุการณ์ คนร้ายชาย 2 คน เข้ามาในวัดทำทีขอนอนพักที่ศาลาวัด แต่อาตมาไม่อนุญาต จากนั้นจึงไปกวาดลานวัดตามปกติ ต่อมา คนร้ายทั้ง 2 คน บุกเข้ามาจับกุมตน แล้วนำไปมัดไว้ที่ต้นไม้หลังกุฏิวัด ทำการรื้อค้นทรัพย์สินภายในกุฏิ ได้เงินสดไปจำนวนหนึ่ง พระเครื่องและโทรศัพท์ไปด้วย กว่าจะมีโยมมาพบก็ข้ามไปอีกวัน โดยทิ้งร่องรอยบาดแผลเชือกมัดไว้บริเวณแขนทั้ง 2 ข้าง จากนั้นญาติของอาตมาขอให้ไปจำวัดที่อื่นก่อนเพราะเกรงจะเกิดอันตรายโดยก่อนหน้าที่จะเกิดทั้ง 2 เหตุการณ์ มีโยมแวะเวียนมาถามซื้อเสาต้นไม้พะยูงหลายครั้ง และให้ราคาเกือบ 3 ล้าน แต่อาตมาระบุว่า จะซื้อขายไม่ได้ เพราะเป็นของโยมส่วนรวมในหมู่บ้านนี้ และคืนเกิดเหตุการณ์เมื่อวานนี้ อาตมาก็ไม่ได้อยู่วัดเช่นกัน สงสัยว่า คนร้ายอาจจะเป็นกลุ่มเดียวกันก็เป็นได้

ด้าน จนท.ฝ่ายความมั่นคง อ.สว่างแดนดิน จนท.ตำรวจชุดสืบสวน สภ.สว่างแดนดิน จนท.ทหาร จะได้ทำการสืบสวนข้อมูลกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง พระวีรพงษ์ เพื่อหาข้อมูลเบาะแสรูปพรรณสันฐานคนร้าย เพื่อดำเนินการจับกุมคนร้ายให้ได้ เนื่องจากถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ ซึ่งตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่า จะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกันหรือไม่ เนื่องจากต้องดำเนินการสืบสวนก่อน และจะเร่งจับกุมตัวให้ได้โดยเร็ว ส่วนชาวบ้านที่มาดูเหตุการณ์ ต่างสาปแช่งให้โจรใจบาปที่มาลงมือ หรือคนใดที่นำไม้พะยูงจากวัดไปครอบครองขอให้ตายโหง หรือชีวิตมีแต่ความตกต่ำไม่เจริญรุ่งเรือง และเสาไม้พะยูงที่เหลืออีก 4 ต้น จะมีชาวบ้าน และ จนท.จัดเวรยามมาเฝ้าระวังร่วมกัน

ที่มา>>>Thairath

ทะเลเพลิง! ไฟไหม้ตอซังข้าวกลางนา จ.แพร่-กำแพงเพชร เพลิงโหมหญ้าแห้ง

ไฟไหม้ตอซังข้าว อ.สูงเม่น จ.แพร่ ลมแรงทำผลาญเป็นทะเลเพลิง ส่วนบ้านร่องแค ต.น้ำชำ ไฟป่าจ่อลามเข้าหมู่บ้าน จนท.รุดดับได้ทัน เสียหายรวมกว่า 200 ไร่ ขณะริมถนนพหลโยธิน ขาเข้าตัวเมืองกำแพงเพชร เพลิงไหม้หญ้าแห้งลุกลามรุนแรง

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 3 พ.ค. 59 เกิดเหตุเพลิงไหม้ตอซัังข้าวบริเวณกลางทุ่งนาใน ต.สบสาย อ.สูงเม่น จ.แพร่ เขตติดต่อ ต.พระหลวง อ.สูงเม่น อีกทั้งกระแสลมแรงยังพัดควันไฟเข้าไปทางหมู่บ้านใน ต.สบสาย จนมืดสนิท ชาวบ้านต่างพากันรีบปิดหน้าต่างและประตู ซึ่งไฟลุกไหม้รุนแรงจนขยายออกเป็นทะเลเพลิง ต่อมาหลัง พล.ต.ต.ภาณุเดช บุญเรือง ผบก.ภ.จว.แพร่ ทราบข่าว สั่งการให้ สภ.สูงเม่น จ.แพร่ ประสานขอรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลสูงเม่น จาก อบต.สบสาย อบต.ร่องกาศ อบต.ดอนมูล อบต.หัวฝาย อบต.น้ำชำ อบต.บ้านปง รวม 10 คัน เข้าสกัดไฟที่กำลังโหมไหม้อย่างรุนแรง แต่เนื่องด้วยกระแสลมแรงรถดับเพลิงไม่สามารถเข้าทางที่ลมกระโชกแรงได้ อีกทั้ง บนนถนนสายวังวน-สบสาย รถก็ไม่สามารถวิ่งผ่านได้ เนื่องจากไฟได้ลุกลามไหม่ข้างถนนจนทำให้เปลวไฟและควันคลุ้งไปทั่วบริเวณ กระทั่งเวลา 20.00 น. รถดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในวงจำกัดขณะเดียวกัน ได้เกิดไฟไหม้ป่าที่บ้านร่องแค ต.น้ำชำ อ.สูงเม่น และลุกไหม้เป็นวงกว้าง เสี่ยงจะลุกลามเข้าไปยังหมู่บ้านร่องแค รถดับเพลิงจาก อบต.หัวฝาย อบต.น้ำชำ อบต.บ้านปง ร่วมกันออกไปสกัดเพลิงไว้ได้ รวมใช้เวลาในการสกัดไฟลุกลามในครั้งนี้กว่า 2 ชั่วโมง เนื้อที่ถูกเผาประมาณ 200 ไร่ ทั้งนี้ ผบก.ภ.จว.แพร่ ได้สั่งการให้สืบสวนติดตามตัวการเผาตอซังข้าวให้ได้ เพื่อนำมาดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้เวลา 20.00 น. เกิดเหตุไฟไหม้ป่าละเมาะริมถนนพหลโยธิน ขาขึ้น บริเวณสามแยก สปก.เข้าตัวเมืองกำแพงเพชร พื้นที่บ้านทุ่งเศรษฐี หมู่ 9 ต.นครชุม อ.เมืองกำแพงเพชร โดยเริ่มแรกไหม้ที่หญ้าแห้งปากทางแยกเข้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหญ้าแห้งสั้นๆ ไม่มากนัก แต่ปรากฏว่ามีลมพัดอย่างแรงทำให้ไฟโหมลุกไหม้ลามอย่างรวดเร็ว จากนั้นลามติดหญ้าแห้งในแอ่งน้ำซึ่งหน้านี้ไม่มีน้ำ เปลวไฟแดงฉาน ควันลอยหนาทึบ และลมยังพัดควันไฟมาปกคลุมถนนบริเวณดังกล่าว ทำให้รถที่สัญจรผ่านมองแทบไม่เห็นทาง ต้องเปิดไฟกระพริบเป็นสัญญาณเพราะเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมายืนใช้ไฟฉายโบกให้ทุกคันขับช้าๆ ประกอบกับเป็นช่วงที่ปรับปรุงถนนเลนขาล่อง ต้องบีบมาวิ่งสวนทาง จึงมีรถจำนวนมากขับผ่านทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานรถดับเพลิงในพื้นที่ให้มาดับไฟ ต่อมารถเพลิงของเทศบาลคลองแม่ลาย ซึ่งอยู่คนละพื้นที่มาช่วยดับไฟ โดยใช้เวลาในการดับไฟประมาณ 30 นาที จึงดับได้สนิท ส่วนสาเหตุการไฟไหม้ครั้งนี้ทางตำรวจเชื่อว่ามีคนจุดไฟเผาวัชพืชแล้วลุกลาม.

ที่มา>>>Thairath

พายุพัด 10 นาที ทำบ้านเรือนนครพนมพังกว่า 20 หลัง หนักสุดรอบ 5 ปี

ถล่มอีก พายุฤดูร้อนพัดแค่ 10 นาที บ้านเรือนที่นครพนมพังไปกว่า 20 หลัง พบเดือนเดียวพังกว่า 500 หลัง ชาวบ้านผวา หนักสุดรอบ 5 ปี

เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 2 พ.ค. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ได้เกิดพายุฤดูร้อน ฝนตกลงมาอย่างหนัก และมีลมกระโชกแรง ส่งผลให้บ้านเรือนของชาวบ้านในพื้นที่บ้านดงบาก หมู่ 4 ต.โพนทอง อ.เรณูนคร จ.นครพนม ได้รับความเสียหายจากลมพายุ พัดหลังคาบ้านเรือนที่อยู่อาศัยพังเสียหาย นับ 20 หลัง มีเสียหายหนัก ลมพัดหลังคาบ้านเสียหายเกือบทั้งหลัง มากถึง 10 หลัง รวมถึงต้นไม้ขนาดใหญ่หักโค่นทับบ้านเรือน สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีทรัพย์สิน เครื่องใช้ไฟฟ้า ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ จะต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือน บางรายมีมูลค่าความเสียหายนับแสนบาท

เช่นเดียวกับบ้านเรือนของ นายหาญ คำกรลือชา อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26 บ้านดงบาก หมู่ 4 ต.โพนทอง อ.เรณูนคร จ.นครพนม ได้รับความเสียหายจากลมพายุอย่างหนัก โดยเจ้าของบ้าน ระบุว่า เหตุเกิดประมาณแค่ 10 นาที เป็นลักษณะพายุหมุนพัดบ้านเรือนหลังคาปลิวหายทั้งหลัง รวมถึงบ้านเรือนของชาวบ้านในหมู่บ้านอีก รวม ประมาณ 20 หลัง ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงมาก ทำให้สิ่งของเครื่องใช้ในบ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้าได้รับความเสียหาย ขนหนีไม่ทัน คาดว่าจะต้องใช้งบซ่อมแซมบ้านเกือบ 1 แสนบาทหลังคาปลิวว่อน จากฤทธิ์พายุฤดูร้อน ที่นครพนม หนักสุดรอบ 5 ปี

เบื้องต้น ทางด้าน พ.ต.ผดุง ทิพย์วงษ์ อายุ 63 ปี นายก อบต.โพนทอง อ.เรณูนคร จ.นครพนม ได้ประสานงานร่วมกับ นายเหม กุลวงษ์ อายุ 52 ปี เจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.โพนทอง นายประเสริฐ คำกรลือชาย อายุ 52 ปี ผู้ใหญ่บ้านดงบาก หมู่ 4 ต.โพนทอง ลงพื้นที่ตรวจสอบให้การช่วยเหลือ ป้องกันอันตรายจากปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร รวมถึงช่วยเหลือในการซ่อมแซม จัดหาที่พักอาศัยเบื้องต้น และประสานไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานทหาร ฝ่ายปกครอง ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือน บรรเทาความเดือดร้อน พร้อมจัดสรรงบประมาณเข้าไปดูแลช่วยเหลือตามระเบียบทางราชการ ตามสภาพความเสียหาย รายละเกือบ 30,000 บาท

นอกจากนี้ ยังได้ประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังการเกิดพายุในช่วงนี้ หมั่นตรวจสอบบ้านเรือนให้มั่นคงแข็งแรง รวมถึงตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่เสี่ยงอันตรายโค่น ทับบ้านเรือน เมื่อเกิดพายุฤดูร้อน ซึ่งการเกิดพายุฤดูร้อนครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 ในพื้นที่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ที่ได้รับผลกระทบในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าหนักสุดในรอบ 5 ปี โดยในส่วนของ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นครพนม ได้สรุปสถิติความเสียหายจากปัญหาพายุฤดูร้อน ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ จากพายุฤดูร้อน จำนวน 10 อำเภอ 26 ตำบล 83 หมู่บ้าน มีบ้านเรือนของชาวบ้านเสียหายรวม มากกว่า 550 หลังคาเรือน หนักสุด คือ อำเภอธาตุพนม และ อ.นาหว้า ได้รับผลกระทบ 2 ครั้ง รวมมีบ้านเรือนเสียหาย มากกว่า 300 หลังคาเรือน ซึ่งทางจังหวัดนครพนม จะได้เร่งให้การดูแลช่วยเหลือต่อเนื่อง พร้อมประกาศเตือนให้ประชาชน เฝ้าระวังในช่วงนี้

ที่มา>>>Thairath

อีกแล้ว! พายุฝนพัดถล่ม ‘เมืองโคราช’ ป้ายยักษ์โค่นทับบ้านเรือน ปชช.

พายุฝนพัดถล่มพื้นที่โคราชอย่างแรง ส่งผลให้ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในสวนข้างฟาร์มโชคชัย ล้มโค่นลงมาทับบ้านเรือนประชาชนพังเสียหาย รถเสียหายอีก 3 คัน และยังมีต้นไม้ล้มใส่รถยนต์ จนท. โชคดีไม่มีคนบาดเจ็บ-เสียชีวิต

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 28 เม.ย. 59 นายปัญญา วงศ์ศรีแก้ว นอภ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ได้รับแจ้งเกิดฝนตกลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่เขต อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยบริเวณในกองวัคซีนและเซรุ่มลมพัดต้นไม้ล้มใส่รถเก๋งของเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหาย ส่วนบริเวณสะพานต่างระดับแยกเขาใหญ่ ต.หนองน้ำแดง ต้นมะม่วงล้มทับรถยนต์ปิกอัพของอาสาสมัครจราจรตำรวจทางหลวง ได้รับความเสียหาย และยังมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในสวนข้างฟาร์มโชคชัย ริมถนนมิตรภาพ กม.51-52 ขาเข้า กรุงเทพมหานคร ต.หนองน้ำแดง ล้มทับบ้านพัก และรถบรรทุก ได้รับความเสียหาย จึงมอบหมายให้ นายภูวดล เรืองอนันต์ ปลัดอำเภอ หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม และ นายจรัล กลางประดิษฐ์ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายป้องกัน พร้อมด้วย ร.ต.อ.จารึก ปฐมพงษ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปากช่อง ออกตรวจสอบ ที่เกิดเหตุ พบว่าป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 100 เมตร ล้มทับบ้านเลขที่ 2872/28 หมู่ที่ 2 ต.หนองน้ำแดง ซึ่งมี นายสายัณห์ สว่างศรี อายุ 42 ปี เจ้าของบ้านอยู่ภายในบ้านบอกได้ยินเสียงลมพัดอย่างแรง จึงออกมาขับรถบรรทุก 6 ล้อ มาบังลมอยู่หน้าบ้าน และยังคงนั่งอยู่ในรถ จากนั้นได้ยินเสียงดังอย่างแรง เห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ล้มลงมาทับบ้านพักและรถบรรทุก 6 ล้อที่ตนยังนั่งอยู่ในรถ รวมทั้งรถปิกอัพอีก 2 คัน แต่โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ที่มา>>>Thairath

ชวดลดค่าโอนบ้าน!! ชาวเคหะฯปทุมฯ รอเก้อจนวันสุดท้าย โวย ธอส. เบี้ยวนัด

ชาวเคหะฯ ปทุมฯ นับพันคน รอเก้อจนล้น สนง.ที่ดิน โวย ธอส. เบี้ยวนัดโอนบ้านในวันสุดท้าย ที่จะมีการลดค่าธรรมเนียม กระตุ้นซื้อขายอสังหาฯ ตามมติ ครม. มีบางคนมารออยู่หลายวัน ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ซักคนมารับเรื่อง ถามจะต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ใครรับผิดชอบ…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เช้าจรดเย็นของวันที่ 28 เม.ย. 59 บริเวณสำนักงานที่ดิน จ.ปทุมธานี ได้มีชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ซื้อบ้านเอื้ออาทร ในเขตพื้นที่ อ.เมือง และ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี นับพันคน เดินทางมาเพื่อโอนบ้าน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะมีการลดค่าธรรมเนียม ตามมาตรการการสนับสนุน การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าชาวบ้านมารอกันเก้อ เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ เดินทางมาแม้แต่คนเดียว ทำให้ชาวบ้านต่างออกมาโวยวาย ถึงการทำงานที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งแตกต่างกับทางธนาคารออมสิน ที่ส่งเจ้าหน้าที่ มารับเรื่องและดำเนินการให้กับลูกบ้านทุกคน

เรือตรีไตรรงค์ วิจิตร์ ลูกบ้านคนหนึ่ง ในฐานะประธานชุมชนเคหะลาดหลุมแก้ว 2 กล่าวว่า เนื่องจากทางการเคหะแห่งชาติ ได้มีการนัดลูกบ้านชาวเคหะฯ มาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ ก็ไม่ส่งเจ้าหน้าที่มา รวมทั้งวันนี้ (28 เม.ย.) ซึ่งลูกบ้านจากหลายๆ โครงการที่มาแล้ว ก็ยังไม่เห็นเจ้าหน้าที่ธนาคารฯ มาเลย และวันนี้ถือเป็นวันสุดท้าย ตามที่มีการประกาศจากมติคณะรัฐมนตรี

“แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ ธอส.ไม่มา วันต่อไปเราก็จะเสียภาษีเพิ่มอีก 4000 กว่าบาท ทำให้ทุกครอบครัวจะต้องเดือดร้อน และทุกคนที่มานี่ บางคนมาก็หลายวันติดต่อกันแต่ไม่สามารถโอนได้ เพราะขาดหนังสือสัญญาจากธนาคาร จึงไม่ทราบว่าความผิดอยู่ที่ใคร และที่สำคัญหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็ไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่ หรือตัวแทนมาพูดคุยกับชาวบ้านแต่อย่างใด”นางสมใจ ลูกบ้านอีกคน กล่าวว่า การเคหะฯได้มาแจ้งกับทางเราให้มารอ เพราะประสานกับทาง ธอส.ไว้แล้ว แต่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ ธอส. มาเลย ชาวบ้านบางคนมาตั้งแต่ตีห้า จนถึงห้าโมงเย็น ก็ยังไม่มีใครมาจัดการเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ ทำให้ชาวบ้านบางราย ไปแจ้งความลงประจำวันไว้แล้ว ว่าเราได้มาแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ ธอส. มา และไม่มีใครมารับเรื่อง

ทางด้าน นายสมบุญ รัตนปรีชาภักดี หัวหน้า สำนักงานการเคหะฯ อ.ลาดหลุมแก้ว กล่าวว่า โครงการนี้มีหลายโครงการ และทางการเคหะฯ ได้มีการประสานงานกับธนาคารทั้งสองที่ และได้มีการนัดกันไว้ว่าวันนี้ (28 เม.ย.) ให้ผู้อยู่อาศัยที่จะมาทำการโอนกรรมสิทธิ์ มารอที่ สำนักงานที่ดิน จ.ปทุมธานี แต่ปรากฏว่า ทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ กลับไม่มีใครเดินทางมาดำเนินการให้กับชาวบ้านได้ มีเพียงธนาคารออมสินเท่านั้นที่ส่งเจ้าหน้าที่มาดำเนินการ ดังนั้นพวกเรา ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง โดยความผิดไม่ได้อยู่กับพวกเรา วันนี้ก็ได้แต่มีการเขียนคำร้องเอาไว้ แต่ก็ไม่รู้ว่าทางผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะดำเนินการให้พวกเราได้อย่างไร จึงขอฝากไว้ด้วยทางด้าน เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ทางที่ดินได้เตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา และถ้าชาวบ้านนำเอกสารมาพร้อมและถูกต้อง รับรองว่าไม่มีการติดค้างเรื่องการดำเนินการแต่อย่างใด สำหรับมาตรการการสนับสนุน การซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 โดยให้จัดเก็บค่าธรรมเนียม การจดทะเบียน สิทธิและนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ในอัตรา ร้อยละ 0.01 มาตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2558 จนถึงวันที่ 28 เมษายน 2559 นี้ ที่ผ่านมาได้มีการโอนโฉนดที่ดินตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2558 – 12 เม.ย. 59 โอนไปแล้ว 2,910 ราย และโอนอาคารชุด (ห้องชุด) 1,067 ราย

ที่มา>>>Thairath

สลด! สาว ป.โท ควบเบนซ์เสยท้ายสิบล้อดับ เสาเข็มพุ่งทะลุกระจก

สาว ป.โท นิสิตมหาวิทยาลัยดัง ขับรถเบนซ์เสยท้ายรถบรรทุกสิบล้อ ถูกเสาเข็มพุ่งทะลุกระจกเข้าที่นั่งคนขับ จนท.เร่งเข้าช่วยเหลือ แต่ยื้อชีวิตไว้ไม่ได้ ด้านโชเฟอร์คู่กรณีหลบหนีก่อนถูกตามจับ อ้างตกใจ ด้าน ตร.บางเขน เร่งตรวจวงจรปิด

เมื่อเวลา 01.20 น. วันที่ 28 เม.ย. 59 ร.ต.ท.คณิตนนท์ ถนอมศรี รอง สว.สส.สน.บางเขน รับแจ้งเหตุรถยนต์นั่งส่วนบุคคลชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บริเวณถนนประเสริฐมนูกิจ (เกษตร-นวมินทร์) ช่วงทางลงสะพาน แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนรุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นทางลงสะพานข้ามคลองบางบัว ช่วงขาเข้ามุ่งหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ช่วงระหว่างตอม่อที่ 34-35 บริเวณเลนซ้ายสุดพบรถบรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว หมายเลขทะเบียน 50-6150 กรุงเทพมหานคร ของบริษัทรับตอกเสาเข็ม จอดอยู่ มี นายสุนทร ชนะบุญชัย อายุ 42 ปี เป็นผู้ขับขี่ ด้านท้ายรถบรรทุกพบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นคอมเพรสเซอร์ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 4กค 1484 กรุงเทพมหานคร สภาพรถด้านหน้าพังยับเยิน กระจกด้านหน้าแตกเพราะถูกเสาเข็มแทงเข้ามาภายในตัวรถทั้งหมด 5 ต้น โดยมี น.ส.ปรีย์วรา มังคละพิศาลกุล อายุ 35 ปี นิสิตมหาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารการศึกษา ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่บ้านเลขที่ 514 ซ.เคหะร่มเกล้า 64 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง เป็นผู้ขับขี่ นอนหมดสติหายใจรวยรินอยู่ภายใน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องรีบเข้าช่วยเหลือเป็นการด่วนก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมาสลด!เสาเข็มพุ่งทะลุกระจกรถ ทำให้สาวป.โท ขับรถเบนซ์ เสียชีวิตอนาถ

จากการสอบสวน นายสุนทร ทราบว่า ขับรถบรรทุกมาจากมีนบุรี เพื่อนำเสาเข็มไปส่งตามจุดที่ได้รับหมอบหมาย ขณะกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วปกติในเลนซ้ายสุด ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรชนด้านท้ายรถจึงจอดรถลงมาดู พบว่ามีรถยนต์เบนซ์ถูกเสาเข็มที่บรรทุกมาเสียบเข้าไปภายในตัวรถ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าช่วยเหลือ ก่อนจะหลบหนีไปด้วยความตกใจและกลัวความผิด ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถติดตามตัวและนำตัวมาสอบสวนต่อที่ สน.บางเขน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้แจ้งข้อหาใดๆ เพราะจะต้องทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสอบสวนคนขับรถบรรทุกเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุของการเกิดเหตุ ส่วนศพนำส่งนิติเวช รพ.ตำรวจ เพื่อหาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

รถพ่วงหักหลบกระบะชนท้ายพ่วง คว่ำขวางถนนเส้นบางปะกง เจ็บ 5

พ่อขับรถพ่วง 18 ล้อ พาเมียและลูกนั่งมาด้วย บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จะไปแหลมฉบังยางรถระเบิด ต้องขับช้าๆ ชิดไหล่ทางหาร้านเปลี่ยนยาง แต่ถูกรถพ่วง 18 ล้อ บรรทุกข้าวสารเต็มคัน หักหลบไม่ทันพุ่งชนท้ายเต็มแรง ก่อนพลิกคว่ำขวางถนน เจ็บ 5…

เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 28 เม.ย. 2559 ร.ต.ท.ชนะชัย ภูราช รอง สว.(สอบสวน) สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมหน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา ตรวจสอบอุบัติเหตุรถชนบริเวณหน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกลว์ ถนนบางนา-ตราด กม.36 ช่องทางด่วน ขาเข้า จ.ชลบุรี หมู่ 5 ต.บางสมัคร พบรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ทะเบียนตัวแม่ 70-3576 นครสวรรค์ ทะเบียนตัวพ่วง 70-3577 นครสวรรค์ บรรทุกข้าวสาร จำนวน 320 กระสอบ พลิกคว่ำขวางถนน ทำให้ข้าวสารที่บรรทุกมาตกเกลื่อนถนน มี นายสนธยา บุญจำนง อายุ 39 ปี เป็นคนขับ และ น.ส.ปราณี สตรีจันทรา อายุ 27 ปี ภรรยา ได้รับบาดเจ็บ

ใกล้กันพบ รถบบรทุกพ่วง 18 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ทะเบียนตัวแม่ 79-5207 กรุงเทพมหานคร ทะเบียนตัวพ่วง 78-8522 กรุงเทพมหานคร บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์พลิกคว่ำตกข้างทาง ทำให้ นายพลวัฒน์ ล้อมกลาง อายุ 27 ปี คนขับ น.ส.พิชญากร ล้อมกลาง อายุ 27 ปี ภรรยา และ ด.ญ.พิชามญธุ์ ล้อมกลาง อายุ 4 ปี ได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11

สอบสวนนายสนธยา ให้การว่า ขณะที่กำลังขับรถไปส่งข้าวที่ อ.บางปะกง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้ถูกรถบรรทุกอีกคันขับเบียดเลยหักหลบลงไหล่ทาง กระทั่งเจอรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อของนายพลวัฒน์ ที่ขับอยู่ไหล่ทางพอดีจึงพยายามหักหลบแต่ไม่พ้นจึงชนเข้าเต็มแรง ก่อนไถลเสียหลักพลิกคว่ำด้าน นายพลวัฒน์ ให้การว่าขณะที่กำลังขับรถไปส่งสินค้าที่ จ.ชลบุรี ระหว่างทางยางล้อหลังตัวแม่ฝั่งซ้ายเกิดระเบิด ทำให้ต้องลดความเร็วก่อนจะวิ่งไหล่ทางเพื่อหาร้านเปลี่ยนยาง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุโดยมองกระจกหลังเห็นรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อของนายสนธยา ขับเสียหลักมาด้วยความเร็ว จากนั้นได้ชนท้ายเต็มแรงจนเสียหลักพลิกคว่ำ ทำให้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงบางปะกงและหน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา ต้องปิดการจราจรเลนทางด่วนทั้งหมด โดยให้รถลัดออกช่องทางคู่ขนาน คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงในการเคลียร์เส้นทาง.

ที่มา>>>Thairath

อลังการธรรมชาติสร้าง! 10 ข้อเด็ด ‘นาคาน้อย’ เกาะภูริ สวรรค์บนท้องน้ำทะเล

เป็นเรื่องเป็นราวครึกโครมในช่วง 2-3 วันมานี้ เกี่ยวกับเรื่องเกาะส่วนตัวของครอบครัว หิรัญพฤกษ์ โดยดาราหนุ่ม ภูริ หิรัญพฤกษ์ ที่เรารู้จักกันดี ได้ออกมาเรียกร้องให้สังคมช่วยเหลือเรื่อง เกาะนาคาน้อย จ.ภูเก็ต หลังมีผู้แอบอ้างกรรมสิทธิ์ คุกคามผืนป่าโดยมิชอบเพื่อผลประโยชน์

ถึงจะพูดกันว่าเป็นเกาะส่วนตัว แต่จริงๆ แล้วครอบครัวหิรัญพฤกษ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของทั้งเกาะ แต่เป็นเจ้าของที่ดินอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้ว เกาะแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเกาะที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปเที่ยวชมธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของเกาะแห่งนี้ได้

ใครที่สนใจอยากลองไปเที่ยว 10 ข้อต้องรู้เกี่ยวกับเกาะนาคาน้อยกันเสียหน่อย พร้อมแล้ว ตามมาทางนี้!

1. เกาะนาคาน้อย เป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ในเขต ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต (อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะภูเก็ต) มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณร้อยกว่าไร่ และในบริเวณใกล้เคียงกันยังมีอีกเกาะชื่อว่า เกาะนาคาใหญ่

2. ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักจะรู้จักเกาะนาคาใหญ่มากกว่าเกาะนาคาน้อย แต่ทั้งสองเกาะก็ถือว่าเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ น่าเดินทางไปสัมผัส

3. สำหรับเกาะนาคาน้อย ครอบครัว หิรัญพฤกษ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของทั้งเกาะ แต่เป็นเจ้าของที่ดินอยู่ประมาณ 53 ไร่ ตามที่ระบุไว้ในเอกสารสิทธิ นส.3ก. ประกอบไปด้วยที่ดินหน้าหาด ไปจนถึงบ้านพักและสวนมะพร้าวหลังบ้าน ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 60% ของเกาะเป็นป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกเงือกภูริ หิรัญพฤกษ์ และ แอน อลิชา พาลูกในท้องมาพักผ่อนเกาะส่วนตัว

4. เกาะนาคาน้อย มีลักษณะเกาะเป็นรูปยาวรี มีหาดทรายขาวสะอาดและเงียบสงบ น้ำทะเลใสเหมือนคริสตัลตามเสน่ห์แบบทะเลฝั่งอันดามัน มีป่ามะพร้าวขึ้นหนาแน่น มีป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ และรอบๆ เกาะยังมีแนวปะการังที่สวยงามอีกด้วย

5. ที่นี่ไม่มีที่พักบริการ เหมาะสำหรับการเดินทางไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ แต่มีจุดไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ เกาะแห่งนี้เป็นฟาร์มเลี้ยงหอยมุก ตั้งอยู่ทางเหนือของเกาะ โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมได้

6. วิธีการเข้าชมฟาร์มหอยมุก นักท่องเที่ยวจะต้องทำเรื่องขออนุญาตจากทางฟาร์มก่อน เมื่อเข้าไปชมภายใน จะได้เห็นขั้นตอนการเลี้ยงหอยมุก เพื่อผลิตไข่มุกออกมาเป็นเครื่องประดับเลอค่าสวยงาม แถมยังได้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์จากไข่มุกในราคากันเอง นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารและเครื่องดื่มบริการบนเกาะด้วย7. สำหรับใครที่ชอบเที่ยวแบบสะดวกสบาย ขอบอกว่า เกาะนาคาน้อย อาจจะไม่ตอบโจทย์คุณสักเท่าไหร่ เพราะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ เท่านั้น ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้บริการ แต่รับรองว่าถูกใจคนที่ชอบเที่ยวทะเลแบบสงบ ไม่วุ่นวายแน่นอน

8. ส่วนใครที่อยากพักสบายๆ แต่เดินทางมาเที่ยวที่นี่ได้ง่ายๆ แนะนำว่าให้หาที่พักบนเกาะนาคาใหญ่ จากนั้นค่อยหาซื้อทัวร์มาเที่ยวบนเกาะนาคาน้อยแบบไปเช้าเย็นกลับ ที่นี่มีหาดทรายที่ขาวละเอียดและมีความเป็นธรรมชาติอยู่สูงมาก ดีไม่ดีจะได้เห็นนกเงือก นกหายากของไทยอีกด้วยสวยสุดๆ

อยากไปสักครั้ง

9. หากสนใจเที่ยวเกาะนี้ อาจจะยุ่งยากนิดนึง เพราะต้องทำเรื่องขออนุญาตขึ้นเกาะ แต่ทั้งนี้นักท่องเที่ยวก็สามารถติดต่อซื้อทัวร์ไปเที่ยวได้ง่ายๆ

10. มีบริษัททัวร์ให้บริการนักท่องเที่ยวหลายเจ้า ซึ่งทางบริษัททัวร์จะเป็นผู้ประสานงานเรื่องการขออนุญาตให้เลย ซึ่งนักท่องเที่ยวก็จะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น เกาะแห่งนี้สามารถเดินทางไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยขึ้นเรือได้ที่อ่าวปอ

ที่มา>>>Thhairath

เชียงใหม่ รถกระบะ ตกดอยอินทนนท์ ตาย 2 เจ็บ 5

รถกระบะ แหกโค้งหักศอก ตกดอยอินทนนท์ ชนต้นไม้ ที่เชียงใหม่ ดับ 2 เจ็บ 5 ราย เจ้าหน้าที่ลำเลียงศพขึ้นมาจากเหวลึก ประมาณ 30 ม. ขณะ ตร.เร่งสอบสาเหตุ พร้อมคุมตัวคนขับดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เวลาประมาณ 22.10 น. วันที่ 25 เม.ย.นี้ พ.ต.ท.ศิริพงษ์ สิงหราช รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ รับแจ้งเกิดเหตุรถยนต์ตกเขาที่ ถนนสายอินทนนท์–แม่แจ่ม ประมาณ กม.ที่ 9 หมู่ที่ 17 บ้านสันพัฒนา ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย หลายราย จึงได้รายงานให้พ.ต.อ.ณัชทสิษฐ์ บุญมาก ผกก.สภ.แม่แจ่ม พ.ต.ท.มังกร ดอกทุเรียน รอง ผกก.ป. พร้อมกับแพทย์ รพ.เทพรัตน์เวชชานุกุล ฝ่ายปกครองอำเภอแม่แจ่ม อส. และกู้ชีพเวียงพิงค์เชียงใหม่ เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ จนท.กู้ภัยฯ ลำเลียงร่างผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุ รถกระบะตกดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ ตาย 2 เจ็บ 5 ราย

ที่เกิดเหตุ เป็นทางลาดชันลึก ประมาณ 30 เมตร ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ลงไปตรวจสอบ พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน ผว1771 เชียงใหม่ และมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย และบาดเจ็บ จำนวน 4 คน จึงได้ลำเลียงทั้งคนเจ็บคนตายขึ้นมาก่อน ทราบชื่อผู้เสียชีวิต นางจารี คันที อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31 หมู่ 2 ต.แม่ศึก และนายสุพัฒน์ พลตรี อายุ 63 ปี เป็นชาว อ.ศรีชมพู จ.ขอนแก่น ส่วนผู้บาดเจ็บ จำนวน 5 ราย มี นายกิตติพร แสนหาญ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 90 หมู่ 3 ต.น้ำโสม อ.น้ำโสม เป็นคนขับรถยนต์ น.ส.วิภาพร วิจิตรโยธิน อายุ 15 ปี อยู่บ้านเลขที่ 74 หมู่ 2 ต.แม่ศึก น.ส.นวรัฐ ดาราฐิติกุล อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ 2 ต.แม่ศึก นายหนูกัน คันที อายุ 42 ปี บ้านเลขที่ 121 หมู่ 2 ต.แม่ศึก ด.ญ.พิชญา คันที อายุ 3 ปี นายบุญทิน ยางราช อายุ 52 ปี อยู่ บ้านท่าโสม ต.ศรีสำราญ อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ถูกนำส่ง รพ.เทพรัตน์เวชชานุกุล

ส่วนสาเหตุทางตำรวจสอบสวนผู้บาดเจ็บ ทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 22.10 น. ได้นั่งรถมา นายกิตติพร เป็นคนขับ ได้มุ่งหน้าจาก อำเภอจอมทอง จะไปยังอำเภอแม่แจ่ม ช่วงเส้นทางดอยอินทนนท์ เข้า แม่แจ่ม เป็นช่วงทางโค้งหักศอกลงเขา ทำให้คนขับไม่สามารถบังคับรถได้ จึงเสียหลักพุ่งตกไปลงไปข้างทางเป็นทางลาดชันชนต้นไม้ระเนระนาด ทำให้ผู้ที่นั่งหลังรถกระบะถูกเหวี่ยงออกจากรถได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย ส่วนตัวรถตกลงเขาไปประมาณ 30 เมตร จึงชนกับต้นไม้ใหญ่จนสงบนิ่งในสภาพพังยับ ซึ่งทางตำรวจ จะได้ควบคุมตัวคนขับไว้สอบสวนดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath