รายได้ดีกว่าทำนา เกษตรกรที่พัทลุง หันปลูกหญ้าแฝก

เกษตรกรบ้านค่ายไทย ต.ควนมะพร้าว อ.เมือง จ.พัทลุง เปลี่ยนพื้นที่นาข้าว มาปลูกหญ้าแฝก ปลูกเพียงครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 3-4 ปี สร้างรายได้ไร่ละร่วมแสนบาทต่อปี ซึ่งดีกว่าการทำนาหลายเท่า

วันที่ 5 มิถุนายน นายจำนรรจ์ เพ็งประไพ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 6 ต.ควนมะพร้าว อ.เมือง จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ตนเองประกอบอาชีพทำนา และทำสวนยางพาราแต่มาระยะหลังการทำนาไม่คุ้มกับการลงทุน เนื่องจากต้องใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช และค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ตนจึงได้ใช้พื้นที่ทำนาส่วนหนึ่งมาปลูกหญ้าแฝก เพื่อการจำหน่ายแทนการปลูกข้าวตั้งแต่ปี 2538 โดยได้รับการส่งเสริม และสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุงมาอย่างต่อเนื่องสำหรับการปลูกหญ้าแฝก เหมือนกับการทำนาดำทั่วไป ซึ่งจะเริ่มปลูกประมาณปลายเดือนตุลาคม โดยเริ่มจากการไถ การปรับพื้นที่ จากนั้นหาต้นกล้ามาปักดำ ระยะห่างระหว่างต้น และระหว่างแถว 50X50 เซนติเมตร หลังจากปักดำได้ประมาณ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย และเมื่ออายุได้ 6 เดือนต้นแฝกจะออกดอกพร้อมที่จะขุดจำหน่ายได้แล้ว ขณะนี้ตนได้นำพื้นที่ทำนาทั้งหมด 8 ไร่ มาปลูกหญ้าแฝก คาดว่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 1 แสนบาทต่อปี ซึ่งดีกว่าการทำนาหลายสิบเท่าด้าน นางจงจิตร ฤทธิ์ทอง อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 160 ม.16 ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกหญ้าแฝก กล่าวว่า ตนได้หันมาปลูกหญ้าแฝกแทนการทำนาข้าว มาตั้งแต่ปี 2538 เช่นเดียวกัน พร้อมกันนี้ ยังเป็นตัวแทนรวบรวมผลผลิตของเพื่อนเกษตรกรส่งจำหน่ายตามจังหวัดต่างๆ โดยจะมีการสั่งซื้อเข้ามาทั้งหน่วยงานราชการและภาคเอกชน ซึ่งแต่ละงวดจะส่งขายประมาณ 8 แสนต้น – 1 ล้านต้น จำหน่ายในราคาต้นละ 10 สตางค์ ขณะนี้ในหมู่ที่ 16 บ้านค่ายไทย ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง มีเกษตรกรปลูกหญ้าแฝก จำนวน 40 ราย เนื้อที่ประมาณ 230 ไร่ สำหรับการปลูกแฝกนั้นใช้น้ำน้อย ใช้เงินลงทุนน้อย ปลูกเพียงครั้งเดียว แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 3-4 ปี

ที่มา>>>Thairath

เกษตรกรกว่า 300 คนใน 7 ตำบล จ.อุตรดิตถ์ กล่าวคำสัตยาบันไม่เผาตอซัง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นำเกษตรกรกว่า 300 คน กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณจะไม่เผาตอซัง ในพื้นที่ 100,000 ไร่ เพื่อลดปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษ กระตุ้นจิตสำนึกหยุดการเผาตอซังในพื้นที่เกษตร ที่ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

วันที่ 10 พ.ค. 59 ที่แปลงข้าวโพด หมู่ 4 ต.แสนตอ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ นายอำเภอน้ำปาด พร้อมด้วย นายอดุลย์ศักดิ์ ไอยราช เกษตรอำเภอน้ำปาด และผู้นำท้องถิ่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เกษตรกร ใน 7 ตำบล ประกอบไปด้วย ตำบลแสนตอ ต.บ้านฝาย ต.น้ำไผ่ ต.น้ำไคร้ ต.เด่นเหล็ก และต.ท่าแฝก สถานีควบคุมไฟป่าต้นสักใหญ่ นำเกษตรกรกว่า 300 คนใน 7 ตำบล กล่าวคำสัตยาบันจะไม่เผาตอซัง ในพื้นที่ 100,000 ไร่ เพื่อลดปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษทางอากาศ และในโอกาสนี้ นายอำเภอน้ำปาด ได้ขับรถไถเพื่อไถกลบตอซังโดยไม่ต้องเผาอีกด้วยเนื่องด้วยอำเภอน้ำปาด เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประสบปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษทางอากาศที่อยู่ในรับดับรุนแรง สาเหตุหลักมาจากเกษตรกรเผาตอซังในที่โล่ง ทั้งในพื้นป่าและพื้นที่เกษตรกรซึ่งการเผาดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน รวมทั้งส่งผลเสียต่ออาชีพการเกษตรโดยตรง กล่าวคือ ทำให้ดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าควรเป็น

ทั้งนี้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมอบหมายให้กระทรงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบดำเนินการควบคุมในพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะไร่ข้าวโพด ที่ชาวเกษตรกรอำเภอน้ำปาดส่วนมากจะปลูกข้าวโพดกันเสียส่วนใหญ่และทางเกษตรยังมีการอบรมให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ตามมาตรการของรัฐบาล” นายสมลักษ์ นายอำเภอน้ำปาดกล่าวนายอดุลย์ศักดิ์ ไอยราช เกษตรอำน้ำปาด กล่าวว่า เกษตรอำเภอน้ำปาด เพื่อเกิดการเผยแพร่ข้อมูล ประชาสัมพันธ์ กระตุ้นจิตสำนึกหยุดการเผาตอซังในพื้นที่เกษตร สร้างความรู้ความเข้าใจและปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรมุ่งสู่การทำการเกษตรปลอดเผาตอซังในพื้นที่เกษตร สนง.เกษตรอำเภอน้ำปาด จึงได้จัดให้มีงานรณรงค์และสาบานลดการเผาตอซังในพื้นที่เกษตร ขึ้นในวันนี้โดยขอความร่วมมือของทุกภาคส่วนและยังได้รับเกียรติจากนายอำเภอน้ำปาดมาเปิดงานในครั้งนี้อีกด้วย

ที่มา>>>Thairath

พลิกมุมสู้ฉลุยโลด! เกษตรกรหญิงทำนาปรังเจ๊ง หันปลูกมะเขือเทศพันธุ์เด็ด รายได้งามโกยวันละ 2 พัน

มะเขือเทศ1

เกษตรกร ตำบลนาตงวัฒนา ตำบลบ้านแป้น อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร ประสบปัญหาเพลี้ยระบาดข้าวนาปรัง ทำการไถกลบหันมาปลูกมะเขือเทศพันธุ์อิหล่า พืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ลงทุน 5 พันบาท ในพื้นที่ 4 ไร่ ปลูกเพียง 2 เดือน เก็บผลผลิตรายได้งามวัน ละ 2,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศใน จ.สกลนคร ช่วง 3-4 วัน ที่ผ่านมา อุณหภูมิสูงเฉลี่ย 37-38 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัว ตามมาด้วยปัญหาภัยแล้งที่คืบคลานมาพร้อมกัน ส่งผลให้แหล่งน้ำทางการเกษตรแห้งขอด กระทบไปทุกหย่อมหญ้า เกษตรได้รับผลกระทบจากการเพาะปลูก และการเลี้ยงปศุสัตว์ ต้องต่างพากันปรับตัวสู้กับสถานการณ์ โดยเฉพาะข้าวนาปรังปีนี้เสียหายหมดกลายเป็นพื้นที่โล่งให้เห็น บางรายปล่อยที่นาทิ้งไว้รอฤดูฝนทำนาปี แต่ส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนหารายได้เลี้ยงชีพ เช่นกัน กับเกษตร ใน ต.นาตงวัฒนา อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร ต่างพากันหันมาปลูกมะเขือเทศส่งขายโรงงานในช่วงแล้งนี้

นาง เพชรมณี โพธิ์บุญเรือง อายุ 43 ปี เกษตรกร บ.นาตงใหญ่ กล่าวว่า ตนประสบปัญหาทำนาปรัง เนื่องจากขาดน้ำและประสบปัญหาเพี้ยระบาด พยามแก้ไขแล้วแต่ดูท่าจะไม่ไปรอด จึงไถกลบหันมาปลูกมะเขือเทศรวมกับกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นๆ แล้วติดต่อโรงงานมาตั้งจุดรับซื้อในตำบล สำหรับมะเขือเทศเป็นพันธุ์อิหล่า (มข.0.2) เป็นพันธุ์ที่นิยมนำไปผลิตเป็นซอสมะเขือเทศ โดยเริ่มแรกลงทุนเพียง 5,000 บาท เพาะปลูกในพื้นที่ 4 ไร่ ปลูกมาตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีก่อน ดูแลง่าย โตเร็ว น้ำหนักเยอะ ใช้น้ำน้อย ทนโรค ตอนนี้ สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยมะเขือเทศที่ส่งขาย ผู้รับซื้อจะมารับซื้อ ในราคา กิโลกรัมละ 2.70 บาท ใน 1 วันตนและครอบครัว จะเก็บมะเขือเทศ ได้ 900-1,000 กิโลกรัม รายได้เฉลี่ย 1,500-2,000 บาท ต่อวัน

นาง เพชรมณี โพธิ์บุญเรือง กล่าวอีกว่า น้ำเพาะปลูกใช้น้ำจากลำห้วยตง เดิมเจอสภาพน้ำตื้นเขิน สูบน้ำมารดมะเขือเทศไม่ได้เพราะมีวัชพืชจำนวนมาก แต่เมื่อนายเอกภพ โสภณ นายอำเภอโพนนาแก้วและชาวบ้าน ได้ช่วยกันทำการมาช่วยกันขุดลอก ตอนนี้ทำให้น้ำไหลสะดวกและมีน้ำเพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะเก็บผลผลิตมะเขือเทศโดยมีน้ำจากลำห้วยตงไปจนถึงปลายเมษายน ซึ่งก่อนการขุดลอก คิดว่าจะสามารถมีน้ำเพาะปลูกภายในสิ้นเดือน มี.ค.เท่านั้น

มะเขือเทศ2

ที่มา>>>sanook new