ปลาการ์ตูน…เพาะไม่ยาก ตู้เลี้ยงปลาก็ทำได้

“คนมักคิดว่าเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนเป็นเรื่องยาก แต่จริงๆแล้วทำได้ง่าย ผู้สูงวัยที่มีเวลาว่าง สามารถทำได้ไม่ยุ่งยาก แถมยังได้อาชีพเสริมช่วยแก้เหงา”

นฤดม หรือ สิงห์ พิสิษฐเกษม อายุ 49 ปี เป็นเจ้าของเพอคูล่าฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูน ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจ…ก่อนอื่นต้องรู้ ปลาการ์ตูนทั่วโลกนี้มีอยู่ 28 ชนิด ที่พบในบ้านเรามี 7 ชนิด เป็นการ์ตูนส้มขาว หรือเพอคูล่า ที่เด็กๆรู้จักกันในชื่อนีโม่, การ์ตูนลายปล้อง, ลายปล้องหางเหลือง, การ์ตูนแดง, การ์ตูนดำ, อานม้า และอินเดียนแดงแต่พันธุ์ที่เพาะเลี้ยงง่ายสุด คือนีโม่…เริ่มต้นเพาะเลี้ยง สิงห์ แนะให้นำปลาการ์ตูนอายุ 1 ปีครึ่งจำนวน 2 ตัว มาใส่ตู้เลี้ยงขนาดยาว 2 ฟุตครึ่ง กว้าง 1 ฟุต ปรับสภาพน้ำให้มีความเค็มระหว่าง 28-35 PPT อย่านำปะการัง หรือพืชน้ำอื่นๆใส่ลงไปเด็ดขาด เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน เป็นภาระให้ต้องดูแลมากขึ้น แถมยังก่อให้เกิดของเสียได้ง่ายด้วย

ในตู้ให้เอาแผ่นกระเบื้องเซรามิก (กระเบื้องปูพื้นหรือปูผนังได้ทั้งนั้น) นำไปวางเอียงพิงกับตู้ปลา ทำมุมประมาณ 45-50 องศา เอาด้านบน (ด้านเรียบ) ขึ้น เพื่อให้ปลาไว้วางไข่ด้านล่างกระเบื้อง จากนั้นสร้างบรรยากาศที่ปลาชอบ เปิดไฟแสงสลัวๆในเวลากลางคืน กลางวันอย่าให้แดดส่องถึง เลี้ยงในที่ร่มเป็นดีที่สุดไข่ปลาการ์ตูนบนแผ่นกระเบื้อง

ปลาการ์ตูน 2 ตัวที่นำมาเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ ไม่ต้องสนใจว่าเป็นตัวเมียหรือตัวผู้…เพราะปล่อยให้อยู่กันลำพังตัวต่อตัว ปลาอีกตัวจะกลายเป็นเพศตรงข้ามโดยอัตโนมัติ ตัวเมียจะมีรูปร่างใหญ่กว่าตัวผู้

ก่อนปลาจะผสมพันธุ์ 2-5 วัน ปลาตัวผู้จะใช้ปากตอด ครีบโบกพัดสิ่งแปลกปลอมที่ติดบนผิวกระเบื้องให้หลุดไป ตัวเมียจะมีท้องอูมเป่งใหญ่กว่าปกติ และมีท่อนำไข่โผล่ยาวออกมา 4-5 มม. หลังจากนั้นปลาจะเริ่มวางไข่ภายใน 1 ชั่วโมง โดยวางเป็นชุดๆ ครั้งละ 500-1,000 ฟอง ปลาตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสม เมื่อวางไข่เสร็จ พ่อปลาจะเฝ้าดูแลไข่โบกพัดด้วยครีบ ใช้ปากตอดเก็บไข่
เสียออก…ในช่วงการวางไข่ชุดแรก ตัวเมียมักจะกินไข่ของตัวเองหมดเพราะตกใจ แต่เมื่อวางไข่ชุดถัดมาจะเริ่มเคยชินไม่กินไข่ของตัวเอง“ระยะไข่ใกล้ฟักเป็นตัว ประมาณ 7 วันหลังผสมพันธุ์ ยกกระเบื้องออกมาใส่อีกตู้ เริ่มต้นอนุบาลลูกปลาด้วยการให้แพลงก์ตอนพืชกับโรติเฟอร์ หาซื้อได้จากหน่วยงานกรมประมง ใช้เลี้ยงในระยะ 4-5 วันแรก จากนั้นเปลี่ยนมาเลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียอีก 2-3 สัปดาห์ แต่อย่าให้อาร์ทีเมียเหลือค้างไว้ในตู้ เพราะจะทำให้ปลาคุ้นเคยกับเหยื่อแล้วไม่กิน”

จากนั้นเปลี่ยนมาเลี้ยงด้วยอาหารผง วันละ 2 ครั้ง เช้ากับเย็น ปลากินไม่หมดให้ตักออก อย่าปล่อยทิ้งไว้ น้ำจะเน่าเสีย…เลี้ยงไปจนอายุ 3-4 เดือน ควรแยกปลาที่มีขนาดใหญ่ออกไปใส่ตู้ขนาดเดิม และแต่ละตู้พยายามให้มีปลาเพียง 40-50 ตัว

ระยะนี้สามารถนำปลาที่เพาะไปขายได้แล้ว ราคาจะอยู่ที่ตัวละ 30 บาท…สนใจอยากเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 08-1313-6324.

ที่มา>>>Thairath

ร้านปักเสื้อขอนแก่นเงินสะพัด คนเอาชุด นร.เก่า มาแก้วันละร้อยตัว

ร้านปักเสื้อที่ขอนแก่น เงินสะพัดรับช่วงใกล้เปิดเทอม มีงานมาให้ทำกว่าวันละ 100 ตัว โดย 90% เป็นการแก้ไขเสื้อเก่าจากพี่สู่น้อง ขณะที่ยอดขายชุด นร.ใหม่ลดลง เพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ผู้ปกครองต้องประหยัดค่าใช้จ่าย…

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 พ.ค.2559 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจการเลือกซื้อเสื้อผ้าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน รวมไปถึงการให้บริการรับปักจักร เพื่อให้บริการแก่ผู้ปกครองและนักเรียน ในช่วงของการเปิดภาคเรียนประจำปี 2559 โดยพบว่าส่วนใหญ่ยังคงมีลูกค้ามาใช้บริการกันแน่นร้าน โดยเฉพาะร้านรับปักจักรที่เปิดให้บริการอยู่ริมถนนหน้าเมือง ก่อนถึงสี่แยกเตียวฮง (หน้าเมืองตัดศรีจันทร์) พบว่าผู้ปกครองจำนวนมากมายืนรอต่อคิวเพื่อขอรับบริการปักชื่อให้กับเสื้อนักเรียนของบุตรหลาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนที่กำลังจะมาถึง โดยจะมีการจองคิวล่วงหน้า แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต่างพากันจองคิวทิ้งไว้เพื่อให้แล้วเสร็จภายในวันเดียวนางสายสมร ผาหล้า อายุ 39 ปี เจ้าของร้านปักจักรขอนแก่นกล่าวว่า ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้ และเชื่อว่าจะไปจนถึงช่วงของการเปิดภาคเรียนที่โรงเรียนต่างๆ จะเปิดทำการเรียนการสอนในวันที่ 16 พ.ค.นั้น ผู้ปกครองต่างพากันนำเสื้อนักเรียนทั้งแบบเสื้อสีขาวและเสื้อพละ มารอรับบริการปักจักร ด้วยการปักชื่อ นามสกุล ชั้นปี รวมไปถึงอักษรย่อโรงเรียนและรหัสประจำตัวนักเรียนกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยต่อวันจะอยู่ที่วันละประมาณ 100 ตัว ทางร้านรับให้บริการทั้งหมด โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.30 น.ทุกวัน โดยให้บริการปักจักรแบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นการให้บริการที่รวดเร็ว สวยงาม และราคาไม่แพง

ส่วนอัตราการให้บริการจะไม่แตกต่างไปจากร้านอื่นๆ ที่เปิดให้บริการอยู่บริเวณใกล้เคียงมากนัก โดยสนนราคาอยู่ที่ปักชื่อ-นามสกุล อักษรย่อโรงเรียน ระดับชั้น และรหัสเลขประจำตัวนักเรียนทั้งด้านซ้ายและด้านขวา จะอยู่ที่ราคาตัวละ 50 บาท โดยลูกค้าจะต้องจองคิวและมีการนัดรับเสื้อ โดยการปักในลักษณะเช่นนี้จะเป็นเสื้อใหม่ทั้งหมด ใช้เวลาปัก 1 วัน สามารถมาติดต่อขอรับกลับคืนได้“ทางร้านยังคงให้บริการเลาะเสื้อเดิม คิดราคาตัวละ 20 บาท ซึ่งหากลูกค้านำเสื้อเก่าของพี่มาเลาะป้ายชื่อออกเพื่อให้กับน้อง ก็จะคิดราคาเพิ่มอีกตัวละ 20 บาท ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่ามากกว่าร้อยละ 90 ของลูกค้าที่มาใช้บริการกันนั้น จะเป็นการนำเสื้อเก่าของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเสื้อจากพี่สู่น้อง มาขอรับปักจักรเพิ่มขึ้น ทั้งนี้สาเหตุน่าจะเกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในระยะนี้ ประกอบกับต้องประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดภาคเรียน ที่จะต้องชำระเงินในด้านต่างๆ อีกจำนวนมาก ทำให้สิ่งใดประหยัดได้ก็ควรที่จะประหยัด” เจ้าของร้านปักจักรขอนแก่นกล่าว

ขณะที่ร้านแสงสุวรรณ ที่เป็นร้านจำหน่ายชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนรายใหญ่ของ จ.ขอนแก่น พบว่ามีผู้ปกครองนำบุตรหลานมาหาซื้อชุดนักเรียนจนแน่นร้านจนแทบไม่มีที่ยืน ทางร้านจึงต้องจัดระบบบัตรคิวและจัดแถวยาว สำหรับการให้บริการแก่ลูกค้าให้ครบทุกคน ซึ่งยอดขายในปีนี้ลดลงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และยังซื้อจำนวนน้อยลง อาจเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น โดยการซื้อขายชุดนักเรียนในปีนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองซื้อสินค้าแค่ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นซื้อเสื้อนักเรียนที่จำกัดการซื้อเหลือเพียง 1-2 ตัว ขณะที่บางคนเดิมที่เคยซื้อทั้งเสื้อและกางเกง หรือ กระโปรงยกชุด ก็จำกัดการซื้อลงเหลือเพียง 1-2 ชุดเช่นกัน สำหรับราคาชุดนักเรียนปีนี้ยังคงเท่ากับราคาที่ขายปีก่อน แต่จะมีเฉพาะอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ผ้าพันคอ เข็มขัด ถุงเท้า รองเท้า ที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย.

ที่มา>>>Thairath

‘น้ำแข็งกด’ ตลาดย้อนยุคนครชุม ขายแบบบ้านๆ โกยเงินวันละ 2-3 พัน

น้ำแข็งกดราดน้ำหวาน ขนมสุดคลาสสิก ยามหน้าร้อนตอนเด็กๆ แบบบ้านๆ ขายดีในตลาดย้อนยุคนครชุม เมืองกำแพงเพชร แม่ค้าทำแทบไม่ทัน เด็กๆ รุมเพียบ รับทรัพย์วันละ 2,000-3,000 บาท…

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดย้อนยุค ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เป็นตลาดเก่าแก่ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบ้านไม้อายุหลาย 100 ปี เนื่องจากตลาดแห่งนี้เป็นชุมทางการค้าขาย จึงมีชื่อเรียกว่านครชุม มีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ยังคงสืบต่อกันมา และมีขนมหวานแบบท้องถิ่นจำนวนมากเป็นเอกลักษณ์ของชาวนครชุมทั้งนี้ ภายในงานมีร้านขายของต่างๆ มากันเต็ม และในยามที่อากาศมีอุณหภูมิถึง 43 องศาเซลเซียส มีคนไปรุมซื้อน้ำแข็งกดราดน้ำหวานกันคึกคัก ซึ่งเป็นขนมสุดคลาสสิกในยามหน้าร้อนของเด็กๆ ในยุคหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันค่อนข้างหารับประทานยากแล้ว เพราะไม่มีคนขายเด็กยุคนี้ก็ไม่รู้จักด้วย จึงเป็นอาชีพที่กำลังจะเลือนหายไปนางสายหยุด คมคล้าย อายุ 57 ปี ชาว ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร มาขายน้ำแข็งกดราดน้ำหวานในตลาดแห่งนี้ ซึ่งเด็กๆ ต่างให้ความสนใจมาซื้อรับประทานกัน โดยนางสายหยุดจะใช้แก้วอะลูมิเนียมตักน้ำแข็งที่ใส่ไว้ในถังน้ำแข็ง จากนั้นนำมาปักไม้สำหรับถือ แล้วกระแทกแก้วพร้อมกับกดน้ำแข็งให้จับตัวกันแน่น เมื่อดึงออกมาก็จะเป็นรูปแก้วที่เป็นตัวแบบจากนั้นจะราดน้ำหวานซึ่งมีให้เลือกหลายสี หลังจากราดน้ำหวานจนฉ่ำทั้งแท่งแล้วก็ใส่แก้วพลาสติกให้เด็กๆ นำไปกัดกินเล่นเพื่อคลายความร้อน บางคนก็ใช้วิธีดูดแล้วพากันเดินเที่ยวงาน ทั้งนี้ นางสายหยุดขายแท่งละ 10 บาท แต่ละคืนจะขายได้นับ 2,000-3,000 บาท

ที่มา>>>Thairath

ไม่ได้ซื้อ-โบอิ้ง 747 ผู้ใหญ่ใจดีให้ฟรี! สร้างแลนด์มาร์กใหม่โคราช

(ภาพส่วนหนึ่งจากเจ้าของโครงการ)

นักธุรกิจหนุ่มผุดโปรเจกต์แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ขนซากเครื่องบินโบอิ้ง 747 ไปไว้ในที่ดินทำเลทอง ระบุชัดไม่ได้ซื้อ 20-30 ล้านตามข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้ แต่ผู้ใหญ่ใจดีมอบให้ฟรี เพื่อทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างความเจริญให้โคราช…

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ภายหลังจากโลกโซเชียลฮือฮาแห่แชร์ภาพการเคลื่อนย้ายเครื่องบินโบอิ้ง 747 จากสนามบินนครราชสีมา หรือสนามบินหนองเต็ง อ.จักราช จ.นครราชสีมา ไปยังไร่มันสำปะหลัง ต.หนองจะบก อ.เมืองนครราชสีมา ประตู 2 ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และทำการประกอบใหม่บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ บริเวณสี่แยกถนนตัดใหม่ มทส.ประตู 1 เชื่อม มทส.ประตู 2 ก่อนถึงทางเข้า รพ.มหาวิทยาลัยสุรนารี พร้อมกับเปิดตัวนักธุรกิจหนุ่มผู้รับเหมาท่าทราย ‘ปราโมทย์ ริมใหม่’ เตรียมก่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวบิ๊กโปรเจกต์แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของโคราช “โบอิ้งแลนด์” โดยมีรายงานระบุว่าเครื่องบินโบอิ้ง 747 ดังกล่าว ถูกซื้อมาในราคา 20-30 ล้านบาทเจ้าของโครงการยืนยัน ชัดไม่ได้ซื้อเครื่องบินราคา 20-30 ล้านบาทตามข่าวในโลกโซเชียล

ล่าสุด ที่บริเวณกลางไร่มันสำปะหลังเนื้อที่กว่า 100 ไร่ ต.หนองจะบก อ.เมือง จ.นครราชสีมา ใกล้ประตู 2 เข้าไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี บริเวณสถานที่ที่เตรียมก่อสร้าง มีเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหญ่ ตัวเครื่องสีขาว พร้อมปีกสองข้าง และแพนหางจอดไว้ มีช่างหลายสิบคนขะมักเขม้นเร่งดำเนินการประกอบให้สมบูรณ์ เพื่อทำเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของ จ.นครราชสีมา ซึ่งจะสามารถเปิดให้เข้าชมได้ในช่วงปลายปี 2559

นายปราโมทย์ ริมใหม่ กรรมการผู้จัดการ หจก.ริมใหม่ คอนสตรัคชั่น ผู้จำหน่ายเครื่องจักรกลหนักในการทำธุรกิจเหมือง ดำเนินกิจการธุรกิจท่าทราย และรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยถึงข้อสงสัย และที่มาของการขนย้ายเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหญ่จากสนามบินหนองเต็ง อ.เฉลิมพระเกียรติ ว่า ตนได้เจรจา และได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่มอบเครื่องบินลำดังกล่าวมาจริง ตนยืนยันว่า ไม่ได้มีการซื้อมาแต่อย่างใด เนื่องจากผู้ใหญ่เห็นความตั้งใจของตน ส่วนที่มีข่าวว่า ซื้อมาด้วยงบ 20-30 ล้านบาทนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด และมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างโบอิ้ง 747-300 ที่ไม่ได้ใช้งานถูกเคลื่อนย้ายมาไว้ที่โครงการ โบอิ้งแลนด์

ทั้งนี้ เครื่องบินที่ผู้ใหญ่ใจดี มอบให้มานั้น ได้นำมาไว้พื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนด และเป็นทำเลที่สวยงาม ปัจจุบันเปิดให้บริการแก่กลุ่มจิตอาสาได้ใช้ประโยชน์เป็นสนามเครื่องบินเล็ก และตนกำลังมีโปรเจกต์ใหม่ เป็นโปรเจกต์ใหญ่ เพื่อจะสร้างพื้นที่บริเวณนี้เป็นแลนด์มาร์ก แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของโคราช จึงได้มีแนวความคิดว่าจะนำเครื่องบินที่ปลดประจำการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตต่อไป

“เดิมทีจะเข้าไปสอบถามและคุยงานกับทาง ผอ.ท่าอากาศยานนครราชสีมา เกี่ยวกับการทำธุรกิจอุตสาหกรรมการบิน และท่านบอกว่าตอนนี้จะมีการปรับพื้นที่ภายในสนามบินหนองเต็ง และอยากจะให้ช่วยนำเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่ปลดประจำการไปใช้ประโยชน์ เพราะไม่อยากให้ไปอยู่จังหวัดอื่น มีการพูดคุยกันในเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเครื่องบินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบิน และผลักดันให้เป็นแหล่งเที่ยวเพื่อรองรับ AEC ซึ่งก็สนใจ เพราะมีพื้นที่สวยๆ อยู่หน้า มทส.กว่า 100 ไร่ เหมาะที่จะนำเครื่องบินลำนี้ไปใช้ประโยชน์ พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต จึงตัดสินใจเจรจากับผู้ใหญ่จนตกลง และได้เครื่องบินโบอิ้ง 747 มา”

นักธุรกิจหนุ่ม กล่าวอีกว่า แต่การขนย้ายเครื่องบินลำใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราต้องจ้างทีมวิศวกรและช่างมืออาชีพเข้ามารื้อถอน เพราะต้องการจะให้เครื่องบินอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด โดยไม่มีการตัดต่อใดๆ นอตทุกตัวต้องผ่านการถอดที่ถูกต้อง และเราได้ขนย้ายในเวลากลางคืนเพื่อความสะดวก ไม่เกิดปัญหาการจราจร โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากทหาร ตำรวจ กู้ภัย ในการรื้อถอนและขนย้ายโบอิ้ง 747 ลำนี้ ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงอยู่ แต่ไม่ขอเปิดเผยภายในของเครื่องบิน

นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า หลังจากนำเครื่องบินโบอิ้ง 747 มาประกอบและจอดไว้บนที่ดิน 100 ไร่ ซึ่งเป็นทำเลที่โดดเด่นมากอยู่ระหว่าง มทส.ประตู 1 เชื่อม มทส.ประตู 2 ปรากฏว่ามีประชาชนที่ขับรถผ่านไปมาได้แวะลงมาถ่ายภาพและนำไปส่งต่อทางโซเชียลจนกลายเป็นกระแส เกิดคำถามมากมายว่าบริเวณนี้จะสร้างอะไร ตนขอบอกผ่านตรงนี้เลยว่า เราจะทำเป็นแลนด์มาร์กแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของโคราชภายใต้ชื่อ “โบอิ้งแลนด์” คาดว่าจะใช้เวลาปรับปรุง ตกแต่งสถานที่ และเริ่มเปิดให้บริการได้ช่วงปลายปีนี้ มีทั้งร้านอาหาร ร้านสเต๊ก ร้านกาแฟชื่อดัง โดยจะยกตู้คอนเทนเนอร์มาตกแต่งให้สวยงาม รวมทั้งปรับพื้นที่รองรับสำหรับจอดรถบ้านของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในภาคอีสาน ได้จอดพักรถเพื่อพักผ่อน หรือทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ โดยเรามีบริการห้องน้ำ ร้านอาหาร ฯลฯ

ทางด้าน นายประวัติ ดวงกันยา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครราชสีมา เปิดเผยว่า เครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำนี้อยู่คู่กับสนามบินหนองเต็งมานานเป็น 10 ปี มีนายชัชวาล วงศ์จร เจ้าของโรงแรมวีวันโคราชเป็นผู้ดูแล ต่อจากเจ้าของเดิมที่เป็นนักธุรกิจอยู่ใน จ.นครปฐม นายชัชวาล มีแนวคิดจะเอาไปทำเป็นจุดท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับโรงแรม แต่ก็เงียบหายไป ไม่มีแผนที่จะเคลื่อนย้ายเครื่องบินออกไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเคยมีนักธุรกิจจากหลายพื้นที่มาดูและอยากได้ บางคนก็จะเอาไปทำเป็นเศษเหล็กขาย แต่ตนรู้สึกเสียดายเพราะสภาพเครื่องบินยังดีและสวยมาก ประกอบกับเคยไปเห็นในหลายๆ ที่เขาเอาเครื่องบินไปพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำเป็นจุดเด่นของเมือง อย่างจังหวัดใกล้เคียง เขาก็มาดูและสนใจมาก

“เครื่องบินลำนี้มีสภาพสวย และหายากมาก ไม่อยากให้ทำลายทิ้งเพราะมองว่าน่าจะเอาไปทำประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว โดยตรงกับเจตนารมณ์ก็เลยได้ร่วมพูดคุยกับคุณชัชวาลจนสำเร็จ และมอบเครื่องบินให้คุณปราโมทย์ไป เมื่อตกลงได้แล้วการขนส่ง คือปัญหาต่อไป ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะถ้ามีการตัดเรารู้สึกเสียดายก็ปรึกษากันว่าทำอย่างไรที่จะหาช่างที่มีความรู้เรื่องส่วนประกอบเครื่องบินมาถอดชิ้นส่วนโดยไม่ต้องตัด ปรากฏว่าทางคุณปราโมทย์ ก็หาช่างมาถอด และขนย้ายไปประกอบใหม่ให้อยู่ในสภาพเดิมได้” ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครราชสีมา กล่าว.

ที่มา>>>Thairath

พท. ไม่เห็นด้วย เก็บภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ชี้ ศก.ยังแย่

‘เพื่อไทย’ ไม่เห็นด้วย เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในตอนนี้ ห่วงเพิ่มภาระให้ประชาชน เหตุ เศรษฐกิจย่ำแย่ จนมีข่าวอาจมีการปรับเปลี่ยน รมต.บางกระทรวง

วันที่ 21 เม.ย. นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ไม่เห็นด้วยกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่จะนำ พ.ร.บ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาจัดเก็บ เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ได้ส่งผลกระทบกับประชาชนในทุกระดับชั้นจนพูดกันไม่ออกแล้ว โดยเฉพาะเกษตรกร ที่ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง และการช่วยเหลือจากรัฐยังไม่เพียงพอ อีกทั้งการค้าขายยิ่งฝืดเคือง โดยเห็นได้จากหนี้เสียในระบบธนาคารของบริษัท SME ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจะส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารในอนาคตได้ รายได้ของผู้ใช้แรงงานก็ลดลงมาก เพราะไม่มีโอที รายได้ของทุกบริษัทลดลง ซึ่งหากรัฐบาลมาเพิ่มภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับประชาชนอีก ประชาชนจะไม่สามารถรับได้ แม้ว่ารัฐจะลดภาษีเงินได้บุคคลให้กับประชาชนแล้วก็ตาม เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบอาจจะเป็นคนละกลุ่มกับผู้ที่ได้รับประโยชน์

ภาษีที่ดิน

ที่ผ่านมา การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ผลเท่าที่ควร อาจถึงขั้นล้มเหลว และเริ่มมีการปล่อยข่าวลือว่าอาจมีการปรับเปลี่ยน รมต.บางกระทรวงหลัก ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งภายใน เป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจเละถึงกับจะหาแพะกันแล้ว และยังมีข่าวในทางลบกระจายออกไปทั่วโลก ยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดลงไปอีก จึงอยากให้รัฐบาลได้ทบทวน อย่าได้เพิ่มภาระให้กับประชาชนในช่วงนี้ เพราะทุกวันนี้ก็จะลำบากมากอย่างแสนสาหัสและไม่สามารถหาทางออกกันได้แล้ว

ที่มา>>>Thairath

เศรษฐกิจโลกยังผันผวน กกร.ลดเป้าหมายส่งออกปีนี้เหลือ 0-2%

กกร.ลดเป้าส่งออกปีนี้ จากเดิมโต 2% เหลือ 0–2% หลังทิศทางเศรษฐกิจโลกยังเปราะบางแต่ยังคงจีดีพีไว้ที่ 3–3.5% เหตุการท่องเที่ยวยังเติบโต จี้เอกชนเพิ่มกำลังการผลิต 80–90% กดต้นทุน หวังนำมาลดราคาสินค้าให้ผู้บริโภค

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ว่า กกร.ได้ประเมินภาวะการส่งออกของประเทศไทยในปีนี้ ที่พบว่าแนวโน้มการส่งออกยังได้รับแรงกดดันจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก กกร.จึงปรับเป้าหมายการส่งออกใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 2% เป็นอยู่ระหว่าง 0-2% เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก

สำหรับอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กกร.ยังคงไว้ที่ระดับเดิมที่ยังขยายตัว 3-3.5% ภายใต้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระดับต่ำ เฉลี่ย 0-1% เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกรณีการผ่านงบประมาณกลางปีของภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลทยอยประกาศออกมา โดยเฉพาะการเร่งรัดแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่

“กกร.ยังได้หารือถึงแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถให้กับเอกชนโดยจะมีการประสานงานกับกรมสรรพากร เพื่อจัดอบรมให้ความรู้และช่วยแนะนำเอสเอ็มอี ให้เข้าใจถึงการจัดทำบัญชีเดียว ที่ล่าสุดมีเอสเอ็มอีมาลงทะเบียนเอสเอ็มอีแบบบัญชีเดียวกับกรมสรรพากร 507,635 ราย จากผู้ประกอบการทั้งหมด 600,000 ราย”

นายสุพันธุ์กล่าวว่า กกร.ยังจะเสนอรัฐบาล ให้ไปแนะนำให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีนโยบายและมาตรการสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศของผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถแข่งขันในเวทีสากลได้มากขึ้น รวมทั้งเสนอเรื่องให้กรมสรรพากรพิจารณาเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการนำรายได้จากการประกอบธุรกิจในต่างประเทศกลับมายังประเทศไทย และเสนอให้ปรับบทบาทสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ให้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลงานด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดยกำหนดมาตรฐานสินค้า เพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเข้ามาในประเทศไทย และปรับมาตรฐานสินค้าในประเทศไทยให้สอดคล้องกับนานาประเทศ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดจากมาตรการกีดกันสินค้าที่ไม่ใช่ภาษี

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้า ไทย และหอการค้าไทยกล่าวว่า กกร.ต้องการเสนอให้ภาคเอกชน เพิ่มอัตรากำลังการผลิตจากปัจจุบัน เฉลี่ย 65% ให้เป็น 80-90% ของกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมรวม เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง เพื่อนำสินค้ามาลดราคาให้กับประชาชน เพราะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะปรับตัวในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และในเดือน เม.ย.นี้ กกร. จะออกคำแนะนำการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในการทำธุรกิจให้กับสมาชิก กกร. โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดเล็ก นำไปปฏิบัติได้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก

“คำแนะนำเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถ ให้กับสมาชิกมีคำแนะนำต่างๆ ว่า จะเพิ่มขีดความสามารถได้อย่างไร ทั้งการเพิ่มนวัตกรรม การเพิ่มงานวิจัย การลดต้นทุนการผลิต เพราะถ้าเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว ต้นทุนสินค้าลดลง แล้วนำสินค้ามา ลดราคาได้อย่างไร เพราะทุกฝ่ายต้องช่วยๆกันในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ คำแนะนำนี้เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการรายกลาง และรายเล็ก เพราะจะได้รู้แนวทางที่ชัดเจน”.

ที่มา>>>Thairath

เปิดเคล็ดลับความสำเร็จเจ้าของธุรกิจ OK 20 วัยรุ่นร้อยล้านที่น่าจับตามองมากที่สุด

 * เปิดเคล็ดลับความสำเร็จเจ้าของธุรกิจ OK 20 วัยรุ่นร้อยล้านที่น่าจับตามองมากที่สุด *

ธุรกิจ OK 20

ทำความรู้จักกับนักธุรกิจหนุ่มวัย 23 ปี เจ้าของ OK 20 ร้านโชว์ห่วยที่ขายทุกอย่างในราคา 20 บาท สร้างรายได้ต่อเดือนเป็นร้อยล้าน พร้อมเคล็ดลับความสำเร็จในรายการ WOODY (วู้ดดี้)

ใครจะไปเชื่อว่าวัยรุ่นอายุ 23 ปี ก็สามารถรวยเป็นเศรษฐีมีรายได้แต่ละเดือนเป็นร้อยล้านได้ สัปดาห์นี้ (20 มีนาคม 2559) พิธีกรหนุ่มอย่าง วู้ดดี้ วุฒิธร จึงไม่พลาดพาไปทำความรู้จักกับวัยรุ่นร้อยล้านคนล่าสุดที่กำลังเป็นที่จับตามอง เพราะไม่น่าเชื่อว่า ร้านโชว์ห่วยที่ขายของทุกอย่างในราคา 20 บาท สร้างรายได้แต่ละเดือนเป็นร้อยล้าน เรียกได้ว่าชีวิตของเขาคนนี้น่าสนใจมาก ๆ

โดยแขกรับเชิญคนดังกล่าวก็คือ เจ้าของ OK 20 หรือ คุณนพพล บุญโชคยิ่ง ที่จะมาเปิดเผยเคล็ดลับความสำเร็จทั้งที่อายุยังน้อย พร้อมกับพาไปสัมผัสสถานที่จริง คือ ร้าน OK 20 สาขาที่ขายดีที่สุด และเมื่อไปถึงวู้ดดี้ต้องอึ้งเพราะสินค้าเยอะมาก ลูกค้าหนาแน่นจริง ๆ

คุณนพพล หรือเบนซ์ เปิดใจว่า “ตอนเด็ก ๆ เคยเกเรมาก ติดการพนัน ขโมยเงิน เป็นเจ้ามือเปิดบ่อน ที่บ้านจนมากเคยอาบน้ำด้วยขวดโพลาริส 1 ขวด แต่แล้วจุดหักเหในชีวิตก็เกิดขึ้นจนตัวเองเริ่มมองเห็นช่องทางธุรกิจ สามารถวางแผนทางการตลาดเองได้และลงมือทำอย่างจริงจัง”

แต่ กระแสเรื่องการก๊อบปี้สินค้าก็เกิดขึ้น เพราะในตลาดมองว่า OK 20 คือเป็นธุรกิจที่ก๊อบปี้จากแบรนด์ดังมาเป็นของตัวเอง รวมถึงการจัดวางร้านด้วย จึงเกิดประเด็นว่าจริง ๆ แล้วฉลาดหรือฟลุคกันแน่ ? ….สามารถติดตามชมเรื่องราวของวัยรุ่นร้อยล้านเจ้าของ OK 20 คุณนพพล บุญโชคยิ่ง ที่จะมาเคลียร์ทุกประเด็นในรายการ WOODY (วู้ดดี้) คืนวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2559 เวลา 22.40-23.32 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

ภาพจาก Instagram benz.ok20