ตร.กะทู้ ขอศาลออกหมายจับ 3 มือมีดรุมแทงปล้น 4 นทท.รัสเซีย หาดป่าตอง

ภาพจาก ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต

ตร.กะทู้ เสนอศาลออกหมายจับ 3 คนร้าย ก่อเหตุมีดแทง 4 หนุ่มสาวชาวรัสเซีย หวังชิงทรัพย์สินขณะลงเล่นน้ำที่หาดป่าตองจนบาดเจ็บแล้ว เร่งติดตามตัว พร้อมเพิ่มกำลังดูแลความปลอดภัยยามวิกาล…

จากกรณีนายลูกิน แอทตัน อายุ 30 ปี และ น.ส.โอโบโดวา อเล็กซานทรา อายุ 21 ปีสองนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียถูก 3 คนร้ายใช้มีดแทงตามร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ ขณะเดินกลับจากการเล่นน้ำที่บริเวณชายหาดป่าตอง ถ.ทวีวงศ์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เพื่อประสงค์ต่อทรัพย์สิน แต่ไม่ได้ไป เหตุเกิดเมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นคนร้ายได้ซ้อนรถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อ-สีและทะเบียน หลบหนีไปทางหาดกะหลิม ต.ป่าตอง อ.กะทู้ แล้วหายตัวไป โดยภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพคนร้ายไว้ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันบริเวณหน้าโรงแรมเบเลตอง ต.ป่าตอง อ.กะทู้ ทำให้นายโจวา สลิส อายุ 21 ปี และ น.ส.นาตาชา ไม่ทราบนามสกุล อายุ 21 ปี สองนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียถูกคนร้ายใช้มีดทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ เพื่อประสงค์ต่อทรัพย์สิน แต่ไม่ได้ไป โดยแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้

ต่อมา พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ ผกก.สภ.กะทู้ เร่งรัดคดีพร้อมทั้งหามาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวเพิ่มเติมให้มากที่สุด โดยเฉพาะการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราในช่วงค่ำคืนและในจุดเสี่ยง เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

สำหรับความคืบหน้าในการติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 เม.ย. พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ ผกก.สภ.กะทู้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สอบปากคำผู้เสียหายที่เป็นชาวต่างชาติทั้ง 4 คนแล้ว โดยชุดสืบสวนได้ออกสืบหาข้อมูลของคนร้าย จนกระทั่งทราบตัวคนร้ายทั้ง 3 คนแล้ว และได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เสนอต่อศาลอนุมัติออกหมายจับคนร้ายตามภาพวงจรปิดแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัว ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะช่วงกลางคืนบริเวณจุดเสี่ยง ซึ่งมีการเพิ่มความถี่ของสายตรวจ พร้อมทั้งกำชับผู้ประกอบการให้ดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้วย

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้ประกอบการบริเวณจุดเกิดเหตุทั้ง 2 แห่ง ประกอบด้วย บริเวณชายหาดป่าตองตรงข้ามโรงแรมเกรซแลนด์และตรงข้ามเบเลตอง ถ.ทวีวงศ์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ เพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่ไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัด เนื่องจากเหตุเกิดเวลากลางคืน แต่ฝากไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในช่วงกลางคืน เนื่องจากมักจะมีนักท่องเที่ยวออกมาเดินและลงเล่นน้ำที่ชายหาดหลังกลับจากเที่ยวสถานบันเทิง ซึ่งจุดดังกล่าวมีไฟสลัว เสี่ยงกับการเกิดเหตุ พร้อมกันนี้ยังขอให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามจับกุมคนร้ายโดยเร็ว เนื่องจากมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว.

ที่มา>>>Thairath

โสมใต้เชื่อ เกาหลีเหนือสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ในขีปนาวุธพิสัยกลางได้แล้ว

(ภาพ: APF)

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้เชื่อว่า เกาหลีเหนือสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ในขีปนาวุธพิสัยกลางได้แล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยังคงคุกรุ่น…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้เชื่อว่า เกาหลีเหนือสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ในขีปนาวุธพิสัยกลางได้แล้ว หลังจากรัฐบาลเปียงยางทดลองอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่ 4 เมื่อเดือน ม.ค. และจากนั้นคิม จอง อึน ออกมาอ้างเมื่อเดือนก่อนว่า ประเทศของเขาสามารถย่อส่วนหัวรบนิวเคลียร์ให้ติดตั้งบนขีปนาวุธได้

“เราเชื่อว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการย่อส่วนหัวรบนิวเคลียร์เพื่อติดตั้งบนจรวด ‘โรดอง’ ได้แล้ว” เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ผู้ไม่เปิดเผยนาม เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวในประเทศ โดยจรวดโรดองสามารถยิงหัวรบขนาด 1 ตันไปได้ไกลสูงสุดไม่เกิน 2,000 กม. ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ทั้งหมดของเกาหลีใต้, เกือบทั้งหมดของญี่ปุ่น และบางส่วนของรัสเซียและจีน อยู่ในพิสัยโจมตี

พวกเขายังเชื่อด้วยว่า เกาหลีเหนือมีขีดความสามารถในการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์บนจรวดโรดองได้ด้วย แต่พวกเขาจะยิงจรวดโจมตีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คนเดิมย้ำว่า ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงที่ชี้ชัดว่าเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์บนขีปนาวุธพิสัยกลางเหล่านี้

ที่มา>>>Thairath

เศรษฐกิจโลกยังผันผวน กกร.ลดเป้าหมายส่งออกปีนี้เหลือ 0-2%

กกร.ลดเป้าส่งออกปีนี้ จากเดิมโต 2% เหลือ 0–2% หลังทิศทางเศรษฐกิจโลกยังเปราะบางแต่ยังคงจีดีพีไว้ที่ 3–3.5% เหตุการท่องเที่ยวยังเติบโต จี้เอกชนเพิ่มกำลังการผลิต 80–90% กดต้นทุน หวังนำมาลดราคาสินค้าให้ผู้บริโภค

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ว่า กกร.ได้ประเมินภาวะการส่งออกของประเทศไทยในปีนี้ ที่พบว่าแนวโน้มการส่งออกยังได้รับแรงกดดันจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก กกร.จึงปรับเป้าหมายการส่งออกใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 2% เป็นอยู่ระหว่าง 0-2% เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก

สำหรับอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กกร.ยังคงไว้ที่ระดับเดิมที่ยังขยายตัว 3-3.5% ภายใต้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระดับต่ำ เฉลี่ย 0-1% เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกรณีการผ่านงบประมาณกลางปีของภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลทยอยประกาศออกมา โดยเฉพาะการเร่งรัดแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่

“กกร.ยังได้หารือถึงแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถให้กับเอกชนโดยจะมีการประสานงานกับกรมสรรพากร เพื่อจัดอบรมให้ความรู้และช่วยแนะนำเอสเอ็มอี ให้เข้าใจถึงการจัดทำบัญชีเดียว ที่ล่าสุดมีเอสเอ็มอีมาลงทะเบียนเอสเอ็มอีแบบบัญชีเดียวกับกรมสรรพากร 507,635 ราย จากผู้ประกอบการทั้งหมด 600,000 ราย”

นายสุพันธุ์กล่าวว่า กกร.ยังจะเสนอรัฐบาล ให้ไปแนะนำให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีนโยบายและมาตรการสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศของผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถแข่งขันในเวทีสากลได้มากขึ้น รวมทั้งเสนอเรื่องให้กรมสรรพากรพิจารณาเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการนำรายได้จากการประกอบธุรกิจในต่างประเทศกลับมายังประเทศไทย และเสนอให้ปรับบทบาทสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ให้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลงานด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดยกำหนดมาตรฐานสินค้า เพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเข้ามาในประเทศไทย และปรับมาตรฐานสินค้าในประเทศไทยให้สอดคล้องกับนานาประเทศ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดจากมาตรการกีดกันสินค้าที่ไม่ใช่ภาษี

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้า ไทย และหอการค้าไทยกล่าวว่า กกร.ต้องการเสนอให้ภาคเอกชน เพิ่มอัตรากำลังการผลิตจากปัจจุบัน เฉลี่ย 65% ให้เป็น 80-90% ของกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมรวม เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง เพื่อนำสินค้ามาลดราคาให้กับประชาชน เพราะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะปรับตัวในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และในเดือน เม.ย.นี้ กกร. จะออกคำแนะนำการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในการทำธุรกิจให้กับสมาชิก กกร. โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดเล็ก นำไปปฏิบัติได้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก

“คำแนะนำเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถ ให้กับสมาชิกมีคำแนะนำต่างๆ ว่า จะเพิ่มขีดความสามารถได้อย่างไร ทั้งการเพิ่มนวัตกรรม การเพิ่มงานวิจัย การลดต้นทุนการผลิต เพราะถ้าเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว ต้นทุนสินค้าลดลง แล้วนำสินค้ามา ลดราคาได้อย่างไร เพราะทุกฝ่ายต้องช่วยๆกันในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ คำแนะนำนี้เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการรายกลาง และรายเล็ก เพราะจะได้รู้แนวทางที่ชัดเจน”.

ที่มา>>>Thairath

คึกคักรับสงกรานต์! อ.สวรรคโลก สุโขทัย ปชช.ทยอยซื้อสินค้าพร้อมรับเทศกาล

คึกคักรับสงกรานต์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย บรรยากาศในตัวเมืองมีประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยออกมาเลือกซื้อสินค้า ทำให้ พ่อค้า-แม่ค้า ในตลาดสวรรคโลกสั่งนำสินค้ามาเพื่อจำหน่ายไม่ว่าจะเป็นเสื้อหลากสีสัน ปืนฉีดน้ำ น้ำอบ

เมื่อวานที่ผ่านมา (4เม.ย.) ผู้สื่อข่าวได้ออกสำรวจตามถนนจรดวิถีถ่อง ต.เมืองสวรรคโลก อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย พบว่าบรรยากาศในตัวเมืองเริ่มคึกคักเนื่องจากมีประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยออกมาเลือกซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงในอาทิตย์หน้านี้ ซึ่งทำให้การค้าของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสวรรคโลกมีสภาพคล่องมากขึ้นกว่าแต่เก่า

เด็กชาวสุโขทัย เริ่มนำปืนฉีดน้ำออกมาเล่นกันรับเทศกาลสงกรานต์ ที่กำลังจะมาถึงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เป็นฤดูร้อน กลางวันจะมีอากาศร้อนจัด จนทำให้เด็กๆ ทนไม่ไหวนำปืนฉีดน้ำออกมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน เพื่อเป็นการคลายร้อนได้อย่างดี สร้างความสนุกสนานให้กับเด็กๆ.

ที่มา>>>Thairath

สาวกไอโฟนว่าไง? รุ่นใหม่เปิดตัวปีหน้า จอใหญ่สุด 5.8 นิ้ว

(ด้านซ้ายคือไอโฟน 6เอส พลัส ส่วนด้านขวาคือไอโฟน เอสอี)

นักวิเคราะห์ขาประจำออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับไอโฟนรุ่นใหม่ คาดหน้าจออาจปรับใหม่ใหญ่ 5.8 นิ้ว พร้อมเปิดตัวในปี 2017…

เพิ่งทยอยจำหน่ายรุ่นล่าสุดอย่าง “ไอโฟน เอสอี” (iPhone SE) ได้ไม่นาน ล่าสุด เริ่มมีกระแสข่าวเกี่ยวกับรุ่นถัดไปออกมาแล้ว โดยขณะนี้ข่าว(ลือ)ล่าสุด มาจากนักวิเคราะห์คนดัง “หมิง ฉี กั๊วะ”(Ming-Chi Kuo) ที่เคยออกมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของแอปเปิลก่อนมีการเปิดตัว ก็ได้ออกมาเปิดเผยข่าวใหม่ซึ่งระบุว่าเป็นเรื่องราวของไอโฟนรุ่นใหม่

โดยครั้งนี้ เขาเปิดเผยว่า ไอโฟนรุ่นถัดไปอาจเปิดตัวในปี 2017 และแอปเปิลกำลังตัดสินใจว่าจะใช้วัสดุประเภทใดระหว่างกระจก พลาสติก หรือโลหะ

ทั้งนี้ เขาได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า แอปเปิลอาจตัดสินใจใช้ตัวเครื่องแบบกระจกเหมือนที่ใช้กับไอโฟน 4 และไอโฟน 4เอส เนื่องจากการใช้ตัวเครื่องพลาสติกนั้นไม่สามารถทำให้มีความบางและแข็งแรงได้ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ อาจมีการเปลี่ยนไปใช้หน้าจอแบบอะโมเลตจอโค้ง แทนหน้าจอแบบแอลซีดีที่ใช้งานมานานตั้งแต่ไอโฟนรุ่นแรก ขณะที่ขนาดหน้าจอรุ่นใหม่นั้น อาจมีขนาดใหญ่เบิ้มไปถึง 5.8 นิ้ว ถือเป็นขนาดที่ใหญ่กว่าไอโฟน 6เอส พลัส ซึ่งใหญ่ที่สุดในปัจจุบันในไซส์ 5.5 นิ้วภาพที่อ้างว่าเป็นภาพหลุดของไอโฟน 7

ส่วนฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่หลายคนลุ้นมานานอย่างเรื่องชาร์จไร้สายนั้น ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ออกมาเพิ่มเติม

ขอให้เก็บความสงสัยต่อไปอีกนิด เชื่อว่าไม่นานเกินรอจะต้องมีข่าว(ลือ)ใหม่ๆ ออกมาอัพเดตอย่างแน่นอน…!

ที่มา>>>Thairath

ปาดคอยัดกระเป๋า คล้ายคนอินเดียไว้โมฮอก

ทิ้งคลองโอ่งอ่าง-ลอยอืด

ฆ่าปาดคอ-ฟันแขนชายต่างชาติไว้ผมโมฮอก ยัดกระเป๋าเดินทางทิ้งคลองโอ่งอ่าง พื้นที่ สน.สำราญราษฎร์ สภาพศพขึ้นอืดพบแผลกว่า 10 แห่ง ตำรวจระบุคล้ายชาวอินเดียหรือพม่าเชื้อสายอินเดีย กระเป๋าใส่ศพพบผงแป้งทำแผ่นโรตีและยาสูบแบบเคี้ยวจากประเทศอินเดีย ไม่พบหลักฐานบ่งชี้เป็นใคร อยู่ระหว่างตรวจสอบคนหายและคดีวิวาทในหมู่ชาวต่างชาติ

เหตุฆ่าชายต่างชาติยัดกระเป๋าทิ้งคลองโอ่งอ่าง เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 3 เม.ย. ร.ต.อ.ขจรเดช ปทุมชาติ รอง สว. (สอบสวน) สน.สำราญราษฎร์ รับแจ้งเหตุประชาชนพบผู้เสียชีวิตลอยน้ำในคลองโอ่งอ่าง แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ชุมพล ชาญชนะโยธิน ผกก.สน.สำราญราษฎร์ พ.ต.ท.วุฒิชัย สุคนธวิท รอง ผกก.สส.สน.สำราญราษฎร์ พ.ต.ท.นพรุจ จิตมั่น สว.สส.สน.สำราญราษฎร์ ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวชฯ รพ.ตร. และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นคลองกว้างประมาณ 10 ม.ห่างจากแยกสำราญราษฎร์ประมาณ 20 ม.พบกระเป๋าเดินทางมีหูหิ้ว แบบมีซิป สีดำ ยี่ห้อโบเดียม (Bodium) ขนาดกว้าง 60 ซม. ยาว 90 ซม. ลึก 30 ซม. ลอยติดกับแพกั้นกองขยะ เบื้องต้นพบศีรษะและท่อนแขนซ้ายของผู้ตายโผล่ออกมาจากกระเป๋า ลักษณะขึ้นอืดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน เจ้าหน้าที่ต้องกันไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องไปในบริเวณนั้น ท่ามกลางสายตาประชาชนที่มุงดูเป็นจำนวนมาก

ต่อมา พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย ผบก.น.6 พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.3 บก.สส.บช.น. เดินทางมาตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุพร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ลากกระเป๋าขึ้นมาตรวจสอบที่ท่าน้ำสะพานข้ามคลองระพีพัฒนภาค เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตเป็นชายชาวเอเชีย อายุประมาณ 35-40 ปี ผิวดำแดง ตัดผมทรงโมฮอก สูงประมาณ 155-160 ซม. สภาพขึ้นอืดบวม ผิวซีดจนเห็นเส้นเลือด ตัวแข็งเกร็ง มีบาดแผลถูกมีดฟันที่ท่อนแขนซ้ายนับสิบแผล ต้นคอด้านซ้ายถูกของมีคมปาดเป็นบาดแผลฉกรรจ์ ในกระเป๋าพบเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเทายี่ห้อลูซี เวนติโน (Luici ventino) 1 ตัว เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีดำ กางเกงขาสั้นสีดำ กางเกงยีนส์ขายาวสีดำ อย่างละ 1 ตัว รองเท้าหนังสีน้ำตาลยี่ห้อ Franc 1 คู่ ถุงพลาสติกหูหิ้วสีขาวเขียนคำว่า Mahesh specialist in Bhutanese ถุงยาสูบ 2 ถุง เจ้าหน้าที่จึงถ่ายรูปและเก็บของทั้งหมดเป็นหลักฐาน

สอบสวนนายกิตติ อายุ 28 ปี ลูกจ้างโรงงาน น้ำแข็งบริเวณใกล้จุดพบศพชาวพม่าและเป็นผู้พบศพคนแรก ทราบว่าขณะเดินไปด้านหลังของโรงงานน้ำแข็งที่อยู่ติดคลองโอ่งอ่าง พบกระเป๋าเดินทางสีดำใบใหญ่ลอยมาติดกับแพดักขยะ สังเกตเห็นศีรษะมนุษย์โผล่ออกมา จึงรีบแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

พล.ต.ท.ศานิตย์ เปิดเผยว่า คาดผู้เสียชีวิตเป็นชายชาวเอเชีย สวมกางเกงในเพียงตัวเดียว สูงประมาณ 160 ซม.มีบาดแผลที่เกิดจากของมีคมประมาณ 10 แผล บาดแผลที่ทำให้เสียชีวิตเกิดจากบาดแผลปาดที่ลำคอด้านซ้าย เสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 3-4 วัน อยู่ระหว่างให้แพทย์ผ่าพิสูจน์กระเพาะเพื่อตรวจสอบอาหารที่กินเป็นประเภทใดมีสารพิษในร่างกายหรือไม่ ส่วนในกระเป๋าพบเสื้อผ้าหลายตัว

พล.ต.ต.ทรงพลกล่าวว่า หลังเกิดเหตุเชิญล่ามชาวอินเดียเข้ามาช่วยตรวจสอบหลักฐานที่มากับศพ ก่อนยืนยันว่า เสื้อผ้าที่พบนั้นซื้อมาจากย่านประตูน้ำและให้น้ำหนักผู้ตายเป็นชายชาวอินเดียเนื่องจากพบของใช้ที่ส่วนใหญ่จะเป็นของชาวอินเดียใช้ อาทิ ยาสูบแบบเคี้ยวยี่ห้อราชินีจันทรา ส่วนผงสีขาวนั้นคือแป้งทำแผ่นโรตี แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อเนื่องจากหลักฐานที่พบนั้นชาวพม่าเชื้อสายอินเดียและชาวปากีสถานก็ใช้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ตามปกติชาวอินเดียจะมีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ผิดจากศพที่พบร่างไม่สูงใหญ่มาก ที่เกิดเหตุน่าอยู่ไม่ไกลจากจุดพบศพ สั่งการให้ตำรวจฝ่ายสืบสวนออกหาข่าวตามชุมชนที่มีชาวต่างชาติเชื้อสายอินเดียอาศัยอยู่โดยเน้นย่านพาหุรัด พร้อมตรวจสอบ สน.ใกล้เคียงรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยรับแจ้งเหตุชาวต่างชาติหายตัวหรือมีเหตุทะเลาะวิวาทในหมู่ชาวต่างชาติหรือไม่ เพื่อหาเบาะแสคลี่คลายคดี

ที่มา>>>Thairath

ยิงถล่มโหด ร้านน้ำชายะลา ชาวบ้านตาย 2

เครดิตภาพจากเจ้าหน้าที่

คนร้ายมากับรถกระบะใช้ปืนสงครามยิงถล่มร้านน้ำชาใน อ.รามัน จ.ยะลา กลางดึก ทำให้ชาวบ้านเสียชีวิต 2 คน ได้รับบาดเจ็บอีก 1 คน…

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 1 เม.ย. มีรายงานว่า ร.ต.ท.เสน่ห์ ไหมพุม รอง สว. (สอบสวน) สภ.โกตาบารู รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มร้านน้ำชาในหมู่บ้าน ที่บ้านดุซงตาวา หมู่ 4 อ.รามัน จ.ยะลา จึงพร้อมด้วย พ.ต.ท.ปิยวัฒน์ สังข์น้อย สวญ. สภ.โกตาบารู นายสุพัฒน์ พลทามูล ปลัดอำเภอรามัน หัวหน้างานความมั่นคงอำเภอรามัน นำกำลังและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นร้านน้ำชาไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ริมถนนภายในหมู่บ้าน พบกองเลือดอยู่บนพื้นภายในร้าน พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 เอชเค และอาก้าตกอยู่บนพื้นถนนบริเวณหน้าร้าน เก็บรวบรวมไว้ได้ 20 ปลอก ส่วนผู้บาดเจ็บ 3 คน โดยทั้งหมดเป็นชาวบ้านหมู่ 4 ต.บือมัง ทราบชื่อ นายอาบะห์ โต๊ะลือแมหาวอ อายุ 48 ปี มีบาดแผลถูกกระสุนเจาะขาซ้าย นายอับดุลการิง หะนิแร อายุ 48 ปี และนายบือราเฮง กาเร็ง อายุ 52 ปี ซึ่งทั้ง 2 คน มีบาดแผลถูกกระสุนเจาะลำตัวหลายนัด ถูกนำส่งโรงพยาบาลรามัน แต่ทั้ง 2 คนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 21.50 น. ขณะทั้ง 3 คน ดื่มน้ำชานั่งคุยกันที่ร้าน พร้อมด้วยเพื่อนอีกจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกันมีรถกระบะไม่ทราบสี ยี่ห้อ และหมายเลขทะเบียนมาจอดหน้าร้าน จากนั้นคนร้ายบนกระบะท้ายจำนวน 3 คน ใช้อาวุธปืนยิงถล่มเข้ามาในร้าน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า เป็นการกระทำของแนวร่วมอาร์เคเค ซึ่งจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

‘วาฬบรูด้า’ขนาด 10 ตัน ขึ้นอืด หน้าอ่าวคลองวาฬ ประจวบฯ

‘วาฬบรูด้า’ ยาว 10 ม.หนักประมาณ 10 ตัน ลอยขึ้นอืด อยู่หน้าอ่าวคลองวาฬประจวบคีรีขันธ์ จนท.ลากเข้าฝั่ง คาดตายมาได้ 4-5 วันแล้ว

วันที่ 1 เมษายน นายชุมพล ยศริปาน นายกสมาคมประมงพื้นบ้านคลองวาฬ ต.คลองวาฬ อ.เมือง ประจวบคีรีขันธ์ ได้นำ นายอติชาต อินทองคำ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลางจังหวัดชุมพร กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ (ศูนย์วิจัยคลองวาฬ) กรมประมง นำเรือตรวจการณ์ของศูนย์วิจัยทางทะเลและชายฝั่งออกสู่ทะเล เพื่อนำซากวาฬที่ชาวประมงพบกลับเข้าฝั่ง โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง ในการลากซากวาฬบรูด้า ที่พบอยู่หลังเกาะพิง หน้าอ่าวคลองวาฬ หมู่ 1 ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ มีระยะห่างจากฝั่งประมาณ 3 ไมล์ทะเล

ซากวาฬบรูด้า ที่พบอยู่หลังเกาะพิง หน้าอ่าวคลองวาฬ

ทีมเจ้าหน้าที่ใช้เชือกขนาดใหญ่ผูกติดกับลำตัวและหางลากเข้าฝั่งอย่างช้าๆ เนื่องจากสภาพเนื้อเปื่อยเน่าเริ่มส่งกลิ่นเหม็น พบว่า เป็นวาฬบรูด้า ขนาด 10 เมตร น้ำหนักประมาณ 10 ตัน หลังจากที่ใช้เรือตรวจการณ์ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ลากวาฬเข้าใกล้ฝั่ง แต่เนื่องจากน้ำทะเลหน้าชายหาดตื้นเขิน ท้องเรือไม่สามารถลากต่อได้ จึงได้เปลี่ยนมาให้เรือประมงพื้นบ้านลากเข้าฝั่งแทน จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงใช้เชือกลาก ช่วยกันดึงมาไว้บนหาดทราย แล้วใช้รถแบ็กโฮขุดทรายลึกกว่า 5 เมตร นำซากวาฬฝั่งกลบในบริเวณดังกล่าว ซึ่งนำทะเลท่วมไม่ถึง

เรือตรวจการณ์ของศูนย์วิจัยทางทะเลและชายฝั่ง ลากซากวาฬ กลับเข้าสู่าฝั่ง

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยได้ตัดชิ้นเนื้อ และเก็บกระดูกบางส่วน นำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาสาเหตุการตาย ส่วนสาเหตุที่ไม่นำซากวาฬทั้งหมดกลับเนื่องจากเนื้อเยื่อเน่าเสีย ไม่สามารถนำไปสตัฟฟ์ได้ จึงจำเป็นต้องฝั่งกลบในพื้นที่

นายชุมพล ยศริปาน นายกสมาคมประมงพื้นบ้านคลองวาฬ กล่าวว่า ในช่วงเช้าชาวประมงได้ออกไปดักลอบอวนปู บริเวณทะเลคลองวาฬ เมื่อไปถึงที่เกาะพังพบ ซากวาฬบูรด้า ตายมาแล้ว 4-5 วัน เนื้อเริ่มเปื่อยส่งกลิ่นเหม็น หากปล่อยทิ้งไว้จะมีสัตว์ชนิดอื่นมาแทะเล็มกินเนื้อ จึงได้ประสานศูนย์วิจัย ให้มาตรวจสอบ ซึ่งทะเลคลองวาฬ มีวาฬอยู่เป็นจำนวนมาก มักจะมาอาศัยและหากินแถบปะการังเทียม ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูง.

ที่มา>>>Thairath

ค้นรังเสี่ยดอกโหด ปล่อยกู้เรียกร้อยละ20 ยอดหมุนเวียนนับล้าน

ทหาร-ตำรวจบุกค้นบ้านเสี่ยปล่อยเงินกู้ย่านประเวศ หลังได้รับการร้องเรียนพบสัญญากู้เงินจำนวนมาก ยอดเงินหมุนเวียนรวมกัน 1,240,000 บาท เอกสารโยงปล่อยเงินกู้พ่อค้าแม่ค้าตลาดย่านอ่อนนุชจำนวนมาก สารภาพเพิ่งทำมา 1 ปี “บิ๊กป้อม” ย้ำคำสั่ง คสช.กำราบมาเฟีย ไม่ได้ให้อำนาจทหารบังคับใช้กฎหมายมากเกินไป แต่ต้องประสานตำรวจในพื้นที่ และรายงานผลทุกครั้ง

ทหาร-ตำรวจ รวบเสี่ยปล่อยเงินกู้พ่อค้า แม่ค้าย่านอ่อนนุช โดยเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 31 มี.ค. พ.อ.นพสิทธิ์ สิทธิ์พงศ์โสภณ ผบ.ม.1 รอ. ร.ท.ระวี เรืองอร่าม ชป.พท.ประเวศ และ พ.ต.ท.สุพจน์ พุ่มแหยม สว.สส.สน.อุดมสุข พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ สน.อุดมสุข ร่วมเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 104/141 หมู่บ้านนิรันดร์วิลล์ 3 ซอยเฉลิมพระเกียรติร.9 ซอย 28 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีผู้มีอิทธิพลลักลอบปล่อยเงินกู้และเรียกเก็บดอกเบี้ยร้อยละ 20

บ้านหลังดังกล่าวเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น พบนายมานพ อินทร์สุข อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59/10 หมู่ 3 ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ แสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน จากการตรวจค้นพบสัญญาเงินกู้กว่า 20 ฉบับ มียอดเงินหมุนเวียนรวมกันประมาณ 1,240,000 บาท โน้ตบุ๊ก 2 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 17 เล่ม แผ่นใบปลิวพร้อมนามบัตรมีข้อความให้กู้เงินอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบรถกระบะ ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นโคโลราโด สีดำ ทะเบียน กฉ 3743 เพชรบุรี รถยนต์ยี่ห้อมาสด้า 2 สีดำ ทะเบียน กจ 9755 ประจวบคีรีขันธ์ รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีเทา ทะเบียน สช 6960 กรุงเทพมหานคร และรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น เวฟ 100 สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน เบื้องต้นนายมานพรับว่าเป็นผู้ปล่อยเงินกู้จริงให้กับแม่ค้าพ่อค้าในตลาดย่านอ่อนนุช ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 มาประมาณ 1 ปีแล้ว ส่วนรถยนต์และ จยย.มีผู้มาจำนำไว้

ด้าน พ.อ.นพสิทธิ์เปิดเผยถึงการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ว่า ได้รับการร้องเรียนว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นแหล่งปล่อยเงินกู้ ใช้วิธีแจกใบปลิวตามสถานที่ต่างๆในย่านนี้ พวกที่กู้เงินส่วนใหญ่จะเป็นพวกพ่อค้า แม่ค้า หรือพวกหาเช้ากินค่ำ โดยจะคิดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 20 ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยกฎหมายกำหนดไว้แค่ร้อยละ 3 เท่านั้น เบื้องต้น ส่งพนักงานสอบสวน สน.อุดมสุข ดำเนินคดีข้อหา ปล่อยให้ผู้อื่นยืมเงิน เรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการปราบปรามผู้มีอิทธิพลว่า อยากย้ำว่าการปราบปรามผู้อิทธิพลจะไม่สิ้นสุดในเดือน เม.ย.นี้ แต่จะดำเนินการไปตลอด โดยช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาได้ดำเนินการกับคนกระทำผิดชัดเจนทุกพื้นที่ ไม่เฉพาะเจาะจงพื้นที่ใด แต่ยังไม่ได้สรุปผลว่าดำเนินการไปเท่าใดแล้ว ทั้งนี้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 13/2559 เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ไม่ได้ให้อำนาจทหารบังคับใช้กฎหมายมากเกินไป แต่ต้องประสานงานกับตำรวจในพื้นที่ด้วย การลงพื้นที่ต้องรายงานผลทุกครั้ง ส่วนที่วิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่สามารถตรวจค้นได้โดยไม่มีหมายศาลนั้น ขอชี้แจงว่าไม่ได้จับกุมบุคคลทั่วไป แต่จะดำเนินการเฉพาะบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ก่อนแล้ว ย้ำว่าไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ที่มา>>>Thairath

เปิดหมดหัวใจ! ตร.พิษณุโลก ‘กระทืบ นศ.’ ความจริงตรงหน้า ที่ต้องแบกรับ

ชีวิตตำรวจชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง ไม่มีอะไรภาคภูมิใจได้มากกว่าการเป็นตำรวจ ในขณะเดียวกัน ไม่มีอะไรสูญเสียและเสียใจที่สุดในชีวิตมากกว่าการถูกออกจากราชการ โดยเฉพาะผู้หมวด ผู้กอง เป็นคนมีฝีมือ ทำประโยชน์ได้อีกมาก ” 

วงการสีกากียังมีเรื่องร้อนฉ่ามาให้เป็นข่าวใหญ่ครึกโครมอยู่เป็นช่วงๆ ไม่เว้นระยะ ล่าสุด 3 ตำรวจหนุ่ม ขับเก๋งไล่ยิงรถนักศึกษาในตัวเมืองจังหวัดพิษณุโลก ต้อนจนมุมก่อนลากตัวลงจากรถซ้อม-ทำร้ายร่างกายตามภาพที่ปรากฏจากกล้องติดหน้ารถของพลเมืองดี ขณะที่ 3 ตำรวจหนุ่มออกมาชี้แจงโต้กลับกลุ่ม 5 นักศึกษาคู่กรณี พูดไม่หมด เพราะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ต้องขุดออกมาสู้ความจริงตามกระบวนการยุติธรรมกันต่อไป

ระหว่างที่คู่กรณีงัดหลักฐานตอบโต้กันแบบหมัดต่อหมัด ประชาชนที่เสพข่าวติดตามเรื่องราวทั้งหมด ได้ออกตัวเชียร์ฝ่ายนักศึกษากันอย่างล้นหลาม เพราะหลักฐานปรากฏชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจรังแกประชาชน เบื้องต้นผู้บังคับบัญชาสั่งให้ 3 ตำรวจพิษณุโลก ออกจากราชการโดยทันที

‘กองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์’ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ที่ออกตัวว่า เป็นคนลงมือทำร้ายร่างกายนักศึกษาแต่เพียงผู้เดียว ส่วน ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร ตำรวจสังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จ.พิษณุโลก เป็นเพียงผู้อยู่ในเหตุการณ์ กระทั่งตัว ส.ต.อ.สุบิน เองก็ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงต่อหน้าสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงไปแล้วเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 59 ที่ผ่านมานั้น ในวันนี้จะขอมาเปิดใจถึงความรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ที่เดียว

ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ อดีต ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ก่อนอื่นตนเองต้องขออนุญาตไม่พูดถึงรายละเอียดที่ลงลึกไปในทางคดี เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม วันนี้ที่ตนเองยอมออกมาเปิดใจกับทาง ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ไม่ได้หวังว่าสังคมจะเข้าใจ หรือ เห็นใจ เพียงแค่อยากออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจและปกป้องความรู้สึกคนในครอบครัว ซึ่งขณะนี่ทุกคนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากกับการกระทำที่เกิดขึ้น รวมถึงครอบครัวของ 2 นายตำรวจที่นั่งรถไปด้วยกันในวันเกิดเหตุ คุณแม่ของเขาต้องล้มป่วยลงเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“โดยพื้นเพผมเองเป็นคนจนครับ ครอบครัวฐานะทางบ้านถึงขั้นจนมากเลยก็ว่าได้ ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองส่งตัวเองเรียนหนังสือจนกระทั่งมาสอบเป็นตำรวจได้ ท่ามกลางความภาคภูมิใจของแม่และพี่น้อง ผมเหมือนเป็นเสาหลักของบ้าน ดูแลทุกๆ คน เพราะแม่ของผมไม่ได้มีการศึกษาอะไร เขียนหนังสือไม่ได้ อ่านไม่ออก พอผมมาสอบติดเป็นตำรวจก็ดีใจมากๆ ทั้งตระกูลมีเพียงแค่ผมคนเดียวที่ได้รับราชการ และหวังจะเติบโตในอาชีพตำรวจไปจนหมดอายุไข” ส.ต.อ.สุบิน กล่าวทั้งน้ำตา

ผมแค่อยากจะชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกคนไม่ต้องเห็นใจหรือเข้าข้างผม ขอแค่เปิดใจรับฟังข้อมูลที่ชี้แจง

ส.ต.อ.สุบิน กล่าวต่อว่า ถึงแม้ตนเองจะรับราชการตำรวจมาได้เพียงไม่กี่ปี แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องให้ต้องเสื่อมเสียกับวงการสีกากี พยายามทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม สร้างความภาคภูมิใจให้แก่วงศ์ตระกูล กระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้น

“ถ้าผมจะพูดว่า ผมไม่ได้ตั้งใจ เหตุการณ์มันไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นทั้งหมด ก็เหมือนว่าผมออกมาแก้ตัว สังคมก็ต้องประณามผมอยู่ดี ผมขอพูดเพียงแค่ว่า ‘หากย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่ใจร้อนและทำเรื่องราวให้บานปลายใหญ่โต’ แต่ผมย้อนเวลากลับไปไม่ได้ครับ และคงไม่ขอให้ใครมาสงสารผม ขอแค่เปิดรับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ลองมองแบบเป็นกลาง อย่าเพิ่งซ้ำเติมพวกผมเพียงเพราะการกระทำจากกล้องวงจรปิดติดหน้ารถพยาน อยากให้พิจารณาคำชี้แจงของผมผ่านสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา แบบไม่มีอคติด้วยครับ” ส.ต.อ.สุบิน กล่าว

ส.ต.อ.สุบิน กล่าวต่อว่า ชีวิตตำรวจชั้นผู้น้อยคนนึง ไม่มีอะไรภาคภูมิใจได้มากกว่าการเป็นตำรวจ ในขณะเดียวกัน ไม่มีอะไรสูญเสียที่สุดในชีวิตมากกว่าการถูกออกจากราชการถึงแม้ตนเองเหมือนสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดในชีวิตไปแล้ว ขณะที่อายุเพียงแค่ 28 ปี แต่ตนเองก็ไม่รู้สึกสิ้นหวังที่จะมีลมหายใจอยู่ต่อไป มี 2 มือ 2 เท้า เหมือนคนอื่นๆ ก็คงกลับไปช่วยครอบครัวทำไร่ทำสวนที่บ้านนอก หาเลี้ยงแม่และลูกเมียต่อไป

ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ออกตัวว่า เป็นคนลงมือทำร้ายร่างกายนักศึกษาแต่เพียงผู้เดียว ส่วน ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร ตำรวจสังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จ.พิษณุโลก ไม่ได้ทำร้ายด้วย

“ตัวผมเองและตำรวจอีก 2 นายเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น ผมต้องชวนนายตำรวจอีก 2 คนมานอนที่แฟลตโรงพัก เพราะกลัวพวกเขาจะคิดมาก อยากให้อยู่รวมตัวกัน อยากให้เข้มแข็งและไม่คิดสั้นคนทั่วไปที่ด่ากราดพวกผมผ่านโซเชียล พวกผมไม่โกรธนะครับ แต่พวกผมกอดคอกันร้องไห้เสียน้ำตา โดยเฉพาะตัวผมเองที่เป็นเหมือนต้นเหตุทำให้ทุกอย่างบานปลาย อารมณ์ชั่ววูบ ใจร้อน หากผมใจเย็นสักนิด ตำรวจอีก 2 นายคงไม่โดนออกจากราชการไปด้วย” ส.ต.อ.สุบิน กล่าว

ส.ต.อ.สุบิน กล่าวด้วยน้ำตาคลอว่า  ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร เป็นนายตำรวจที่มีอนาคตไกล มีไหวพริบในการทำงานดี และยังเป็นกำลังหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ไปอีกนาน ตนเองไม่อยากให้ 2 นายตำรวจ ต้องมาโดนออกจากราชการ หมดอนาคตในหน้าที่การงาน แต่ก็คงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรกับผู้บังคับบัญชา เพราะเหตุทั้งหมดมันเกิดขึ้นแล้ว เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่หากมันยังแก้ไขได้ ตนเองก็พร้อมทำทุกทางเพื่อให้ 2 นายตำรวจกลับไปรับราชการ

“ตัวผมเองไม่ขออะไรมาก ขอแค่ต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ขอให้กระบวนการยุติธรรมมีความกรุณา ขอให้ประชาชนมองทุกอย่างแบบเป็นกลาง ตัวผมหากแม้จะไม่ได้กลับไปเป็นตำรวจอีกแล้วตลอดทั้งชีวิตนี้ ผมก็ภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นตำรวจ และจะขอนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ตัวเองกับสังคม ที่สำคัญที่สุดผมจะตั้งใจดูแลครอบครัวแบบนี้ต่อไป” ส.ต.อ.สุบิน กล่าว

ภาพจากกล้องวงจรปิดของพยานที่จอดรถดูเหตุการณ์ ซึ่งภายหลังตำรวจเอาหลักฐานออกมาโชว์ว่า เป็นคนรู้จักของกลุ่มนักศึกษา

นอกจากนี้ ส.ต.อ.สุบิน ยังกล่าวทิ้งท้ายกับทาง ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ด้วยว่า “ผมกราบขอโทษผู้บังคับบัญชา เพื่อนตำรวจทุกๆ นาย รวมไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผมยังรักอาชีพตำรวจเสมอ ถ้าชาติหน้ามีจริง ผมก็จะเกิดมาเพื่อเป็นตำรวจที่ดีกว่าชาตินี้ ฝากไปถึงประชาชนทุกคนว่าอย่าได้เหมารวมว่าตำรวจแย่ไปเสียหมด เพราะทุกอาชีพมีทั้งดีและไม่ดี เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตผม ต้องจดจำไปสอนลูกสอนหลานเรื่องการระงับอารมณ์บันดาลโทสะ จนทำให้ต้องจบอนาคตข้าราชการตำรวจที่ใฝ่ฝัน” ส.ต.อ.สุบิน กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำตา

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวจากความรู้สึกของ ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ อดีต ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ที่ต้องการจะสื่อสารให้ผู้บังคับบัญชา เพื่อนๆ ตำรวจ รวมไปถึงประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้ ส่วนจะเข้าใจ หรือเห็นใจสงสารหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่ ส.ต.อ.สุบิน ไม่เคยคาดหวัง ขอแค่ได้รับรู้ในสิ่งที่ตัวเขาอยากจะบอกผ่าน “ไทยรัฐออนไลน์” ที่นี่ ที่เดียว.

“ชีวิตตำรวจชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง ไม่มีอะไรภาคภูมิใจได้มากกว่าการเป็นตำรวจ ในขณะเดียวกัน ไม่มีอะไรสูญเสียและเสียใจที่สุดในชีวิตมากกว่าการถูกออกจากราชการ”

ที่มา>>>Thairath