รวบแล้วมือยิงนักธุรกิจมาเลย์ดับคาเบนซ์หรู ตร.ล็อกตัวระทึก!คาบ้านพักที่พุนพิน

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 5 ก.ค. พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ ผกก.กก.6บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่กองปราบปราม เข้าปิดล้อมบ้านเลขที่ 600/18 ม.3 ต.ท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อจับกุมตัวนายเอกพล อินทร์แก้ว อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18013/37 ม.9 ต.กะปาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช อดีตทหารอีโอดี ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตามหมายจับเลขที่/11/25/8 หลังสืบทราบว่าหนีมากบดานที่บ้านหลังดังกล่าว พ.ต.อ.สมพงษ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.58 คนร้ายใช้อาวุธสงครามเอ็ม 16 ยิงถล่มรถยนต์ ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ สีดำ รุ่น S300 ทะเบียน 1 ฌ 1 กรุงเทพมหานคร ทำให้นาย ลี อา ฮาน อายุ 44 ปี นักธุรกิจชาวมาเลเซีย เสียชีวิตทันที และนางมยุรี ทิพย์มณี อายุ 42 ปี ภรรยาได้รับบาดเจ็บ ที่แยกคลองปอม หมู่ 8 ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในเบื้องต้นสันนิษฐาน ปมฆ่าล้างหนี้ซื้อขายที่ดินมูลค่านับร้อยล้านบาท ระหว่างผู้ตายกับกลุ่มผู้จ้างวาน ซึ่งมีผู้ร่วมกระบวนการสังหารทั้งหมด 6 คน เข้ามอบตัวและจับกุมแล้ว 2 คน และชุดสืบสวนสอบทราบว่านายเอกพล อินแก้ว ผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่เป็นคนยิง ได้หนีมากบดานที่บ้านแฟนสาวหลังดังกล่าว จึงวางแผนเข้าจับกุมและเข้าชาร์จ ขณะที่ผู้ต้องหากำลังออกจากบ้าน ตรวจค้นภายในกระเป๋าสะพายพบอาวุธปืนขนาด 9 มม. ยี่ห้อซีแซด พร้อมเครื่องกระสุนอีกจำนวน 25 นัด จากการสอบสวนเบื้องต้นสอบนายเอกพล ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นลงมือก่อเหตุใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงผู้ตายจริง โดยได้รับค่าจ้างในราคา 7 แสนบาท โดยไม่รู้ว่าผู้ตายเป็นนักธุรกิจร้อยล้าน หลังก่อเหตุได้แยกย้ายกันหลบหนีจนมาถูกจับกุมตัวได้ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 3 ราย คือนายธนเดช เงี่ยนตั้น นายชินพัฒน์ พิทักษ์ไทย และนายยุทธศักดิ์ กล้ามาก ทางเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามจับกุมตัวตามหมายจับมาดำเนินคดีต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวบ้านที่พุนพิน สุดทน! บุกร้องไทยรัฐ นายทุนถมดิน รุกลำห้วยสาธารณะ

ชาวบ้านสุดทน บุกร้องสื่อฯ ไทยรัฐ หลังถูกนายทุนผู้กว้างขวางถมที่ดินล้ำลงลำห้วยสาธารณะ ที่เทศบาลท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี หวั่น ทำเดือดร้อนหนักหน้าน้ำท่วม ระบายไม่ทัน

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ กรณีชาวบ้านในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองท่าข้าม ร้องทุกข์ไปยัง สื่อฯ นสพ.ไทยรัฐ ว่า ถูกนายทุนได้ถมพื้นที่ด้วยหินขนาดใหญ่ และดินลงในลำห้วยค้อ เขตเทศบาลเมืองท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี พบ นายประเสริฐ ไพฑูรย์ อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 30/16 เขตเทศบาลเมืองท่าข้าม เจ้าของบ้านบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากการถมที่ดินดังกล่าว กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของนายทุนใหญ่ใน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งได้มีการถมที่ดินขนาดกว้าง และได้ถมด้วยก้อนหินขนาดใหญ่และดิน ซึ่งตลอดแนวเขตที่ถมที่ดินคู่ไปกับลำห้วยค้อ ก้อนดินและก้อนหินได้ลงรุกล้ำลำห้วย จนทำให้ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน รวมถึงบ้านของตนเองด้วยนายประเสริฐ กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะหน้าฝน หากมีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน เกิดน้ำนองในพื้นที่ เนื่องจากไม่สามารถระบายลงสู่แม่น้ำตาปีด้วยลำห้วยค้อ เหมือนเช่นที่ผ่านมาได้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ตนเองได้ทำหนังสือร้องทุกข์ไปยังศูนย์ดำรงธรรมประจำอำเภอพุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี แต่กลับไร้วี่แววการดำเนินการ และติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด กระทั่งล่าสุดได้เดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรม อ.พุนพิน อีกครั้ง ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่า คิดว่ามีการตกลงไกล่เกลี่ยกันเรียบร้อยแล้ว จึงได้ร้องทุกข์มายังสื่อไทยรัฐ เพื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงในความเดือดร้อนในครั้งนี้

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ตนเองอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลปัญหาดังกล่าว เนื่องจาก ก่อนหน้านี้บริเวณลำห้วยสาธารณะที่มีน้ำมาจากเขาหัวควายลงไปยังบริเวณแม่น้ำตาปี และมีความกว้างของลำห้วยกว่า 2 เมตร หลังจากมีการถมที่ดิน ทำให้ลำห้วยแคบลงเหลือไม่ถึง 1 เมตร ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบเมื่อถึงช่วงหน้าฝนเป็นอย่างมาก

ที่มา>>>Thairath

ไม่ได้ซื้อ-โบอิ้ง 747 ผู้ใหญ่ใจดีให้ฟรี! สร้างแลนด์มาร์กใหม่โคราช

(ภาพส่วนหนึ่งจากเจ้าของโครงการ)

นักธุรกิจหนุ่มผุดโปรเจกต์แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ขนซากเครื่องบินโบอิ้ง 747 ไปไว้ในที่ดินทำเลทอง ระบุชัดไม่ได้ซื้อ 20-30 ล้านตามข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้ แต่ผู้ใหญ่ใจดีมอบให้ฟรี เพื่อทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างความเจริญให้โคราช…

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ภายหลังจากโลกโซเชียลฮือฮาแห่แชร์ภาพการเคลื่อนย้ายเครื่องบินโบอิ้ง 747 จากสนามบินนครราชสีมา หรือสนามบินหนองเต็ง อ.จักราช จ.นครราชสีมา ไปยังไร่มันสำปะหลัง ต.หนองจะบก อ.เมืองนครราชสีมา ประตู 2 ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และทำการประกอบใหม่บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ บริเวณสี่แยกถนนตัดใหม่ มทส.ประตู 1 เชื่อม มทส.ประตู 2 ก่อนถึงทางเข้า รพ.มหาวิทยาลัยสุรนารี พร้อมกับเปิดตัวนักธุรกิจหนุ่มผู้รับเหมาท่าทราย ‘ปราโมทย์ ริมใหม่’ เตรียมก่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวบิ๊กโปรเจกต์แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของโคราช “โบอิ้งแลนด์” โดยมีรายงานระบุว่าเครื่องบินโบอิ้ง 747 ดังกล่าว ถูกซื้อมาในราคา 20-30 ล้านบาทเจ้าของโครงการยืนยัน ชัดไม่ได้ซื้อเครื่องบินราคา 20-30 ล้านบาทตามข่าวในโลกโซเชียล

ล่าสุด ที่บริเวณกลางไร่มันสำปะหลังเนื้อที่กว่า 100 ไร่ ต.หนองจะบก อ.เมือง จ.นครราชสีมา ใกล้ประตู 2 เข้าไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี บริเวณสถานที่ที่เตรียมก่อสร้าง มีเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหญ่ ตัวเครื่องสีขาว พร้อมปีกสองข้าง และแพนหางจอดไว้ มีช่างหลายสิบคนขะมักเขม้นเร่งดำเนินการประกอบให้สมบูรณ์ เพื่อทำเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของ จ.นครราชสีมา ซึ่งจะสามารถเปิดให้เข้าชมได้ในช่วงปลายปี 2559

นายปราโมทย์ ริมใหม่ กรรมการผู้จัดการ หจก.ริมใหม่ คอนสตรัคชั่น ผู้จำหน่ายเครื่องจักรกลหนักในการทำธุรกิจเหมือง ดำเนินกิจการธุรกิจท่าทราย และรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยถึงข้อสงสัย และที่มาของการขนย้ายเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหญ่จากสนามบินหนองเต็ง อ.เฉลิมพระเกียรติ ว่า ตนได้เจรจา และได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่มอบเครื่องบินลำดังกล่าวมาจริง ตนยืนยันว่า ไม่ได้มีการซื้อมาแต่อย่างใด เนื่องจากผู้ใหญ่เห็นความตั้งใจของตน ส่วนที่มีข่าวว่า ซื้อมาด้วยงบ 20-30 ล้านบาทนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด และมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างโบอิ้ง 747-300 ที่ไม่ได้ใช้งานถูกเคลื่อนย้ายมาไว้ที่โครงการ โบอิ้งแลนด์

ทั้งนี้ เครื่องบินที่ผู้ใหญ่ใจดี มอบให้มานั้น ได้นำมาไว้พื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนด และเป็นทำเลที่สวยงาม ปัจจุบันเปิดให้บริการแก่กลุ่มจิตอาสาได้ใช้ประโยชน์เป็นสนามเครื่องบินเล็ก และตนกำลังมีโปรเจกต์ใหม่ เป็นโปรเจกต์ใหญ่ เพื่อจะสร้างพื้นที่บริเวณนี้เป็นแลนด์มาร์ก แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของโคราช จึงได้มีแนวความคิดว่าจะนำเครื่องบินที่ปลดประจำการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตต่อไป

“เดิมทีจะเข้าไปสอบถามและคุยงานกับทาง ผอ.ท่าอากาศยานนครราชสีมา เกี่ยวกับการทำธุรกิจอุตสาหกรรมการบิน และท่านบอกว่าตอนนี้จะมีการปรับพื้นที่ภายในสนามบินหนองเต็ง และอยากจะให้ช่วยนำเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่ปลดประจำการไปใช้ประโยชน์ เพราะไม่อยากให้ไปอยู่จังหวัดอื่น มีการพูดคุยกันในเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเครื่องบินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบิน และผลักดันให้เป็นแหล่งเที่ยวเพื่อรองรับ AEC ซึ่งก็สนใจ เพราะมีพื้นที่สวยๆ อยู่หน้า มทส.กว่า 100 ไร่ เหมาะที่จะนำเครื่องบินลำนี้ไปใช้ประโยชน์ พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต จึงตัดสินใจเจรจากับผู้ใหญ่จนตกลง และได้เครื่องบินโบอิ้ง 747 มา”

นักธุรกิจหนุ่ม กล่าวอีกว่า แต่การขนย้ายเครื่องบินลำใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราต้องจ้างทีมวิศวกรและช่างมืออาชีพเข้ามารื้อถอน เพราะต้องการจะให้เครื่องบินอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด โดยไม่มีการตัดต่อใดๆ นอตทุกตัวต้องผ่านการถอดที่ถูกต้อง และเราได้ขนย้ายในเวลากลางคืนเพื่อความสะดวก ไม่เกิดปัญหาการจราจร โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากทหาร ตำรวจ กู้ภัย ในการรื้อถอนและขนย้ายโบอิ้ง 747 ลำนี้ ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงอยู่ แต่ไม่ขอเปิดเผยภายในของเครื่องบิน

นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า หลังจากนำเครื่องบินโบอิ้ง 747 มาประกอบและจอดไว้บนที่ดิน 100 ไร่ ซึ่งเป็นทำเลที่โดดเด่นมากอยู่ระหว่าง มทส.ประตู 1 เชื่อม มทส.ประตู 2 ปรากฏว่ามีประชาชนที่ขับรถผ่านไปมาได้แวะลงมาถ่ายภาพและนำไปส่งต่อทางโซเชียลจนกลายเป็นกระแส เกิดคำถามมากมายว่าบริเวณนี้จะสร้างอะไร ตนขอบอกผ่านตรงนี้เลยว่า เราจะทำเป็นแลนด์มาร์กแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของโคราชภายใต้ชื่อ “โบอิ้งแลนด์” คาดว่าจะใช้เวลาปรับปรุง ตกแต่งสถานที่ และเริ่มเปิดให้บริการได้ช่วงปลายปีนี้ มีทั้งร้านอาหาร ร้านสเต๊ก ร้านกาแฟชื่อดัง โดยจะยกตู้คอนเทนเนอร์มาตกแต่งให้สวยงาม รวมทั้งปรับพื้นที่รองรับสำหรับจอดรถบ้านของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในภาคอีสาน ได้จอดพักรถเพื่อพักผ่อน หรือทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ โดยเรามีบริการห้องน้ำ ร้านอาหาร ฯลฯ

ทางด้าน นายประวัติ ดวงกันยา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครราชสีมา เปิดเผยว่า เครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำนี้อยู่คู่กับสนามบินหนองเต็งมานานเป็น 10 ปี มีนายชัชวาล วงศ์จร เจ้าของโรงแรมวีวันโคราชเป็นผู้ดูแล ต่อจากเจ้าของเดิมที่เป็นนักธุรกิจอยู่ใน จ.นครปฐม นายชัชวาล มีแนวคิดจะเอาไปทำเป็นจุดท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับโรงแรม แต่ก็เงียบหายไป ไม่มีแผนที่จะเคลื่อนย้ายเครื่องบินออกไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเคยมีนักธุรกิจจากหลายพื้นที่มาดูและอยากได้ บางคนก็จะเอาไปทำเป็นเศษเหล็กขาย แต่ตนรู้สึกเสียดายเพราะสภาพเครื่องบินยังดีและสวยมาก ประกอบกับเคยไปเห็นในหลายๆ ที่เขาเอาเครื่องบินไปพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำเป็นจุดเด่นของเมือง อย่างจังหวัดใกล้เคียง เขาก็มาดูและสนใจมาก

“เครื่องบินลำนี้มีสภาพสวย และหายากมาก ไม่อยากให้ทำลายทิ้งเพราะมองว่าน่าจะเอาไปทำประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว โดยตรงกับเจตนารมณ์ก็เลยได้ร่วมพูดคุยกับคุณชัชวาลจนสำเร็จ และมอบเครื่องบินให้คุณปราโมทย์ไป เมื่อตกลงได้แล้วการขนส่ง คือปัญหาต่อไป ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะถ้ามีการตัดเรารู้สึกเสียดายก็ปรึกษากันว่าทำอย่างไรที่จะหาช่างที่มีความรู้เรื่องส่วนประกอบเครื่องบินมาถอดชิ้นส่วนโดยไม่ต้องตัด ปรากฏว่าทางคุณปราโมทย์ ก็หาช่างมาถอด และขนย้ายไปประกอบใหม่ให้อยู่ในสภาพเดิมได้” ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครราชสีมา กล่าว.

ที่มา>>>Thairath

โจรใจบาป! สกลนคร บุกตัดไม้พะยูงเสาหอระฆังวัด มูลค่านับล้านกลางดึก

สกลนคร โจรใจบาปไม่กลัวนรกจะกินหัว! บุกตัดไม้พะยูงเสาหอระฆังวัดในหมู่บ้าน มูลค่านับล้านบาท คาด อาจเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่เคยก่อเหตุ ใช้ปืนจี้จับพระมัดกับต้นไม้ข้ามคืน หลังกวาดทรัพย์สินเงินสด-พระเครื่อง หลบหนีไป

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นายสมศักดิ์ สุขประเสริฐ นายอำเภอสว่างแดนดิน ว่า มีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน เข้าไปตัดไม้พะยูง ซึ่งเป็นเสาค้ำยันหอระฆัง วัดสามัคคีท่าหลวง บ.นาดินจี่-บ.หนองหมากแซว ม.3 ต.คำสะอาด อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร แล้วขนหลบหนีไป จำนวน 2 ต้น จึงเดินทางไปพร้อมด้วย พ.ต.ท.พัลลภ กลิ่นหอม สว.สส.สภ.สว่างแดนดิน นายรัฐศาสตร์ หาบสา ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อ.สว่างแดนดิน จ.ส.อ.จรูญ แสนเพียง จ.ส.อ.สรายุธ วงษ์เมือง ชปพท.4 กรมทหารราบที่ 3 นายจำลอง สืบสม ผู้ใหญ่บ้านหนองหมากแซว ม.10 รักษาการผู้ใหญ่บ้าน บ.หนองหมากแซว ม.3 เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งเมื่อไปถึงพบชาวบ้านกำลังจับกลุ่มพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยที่เกิดเหตุ บริเวณหอระฆัง วัดสามัคคีท่าหลวง เป็นอาคารไม้สูง ประมาณ 3 เมตรเสาค้ำยันอาคารหอระฆัง ซึ่งเป็นเสาไม้พะยูงที่ได้รับการบริจาคมาจากที่ดินของชาวบ้าน จำนวน 2 ต้น จากทั้งหมด 6 ต้น เส้นรอบวงของเสา ประมาณ 1.20 -1.34 เมตร มีร่องรอยถูกคนร้ายลักลอบเข้ามาใช้เลื่อยยนต์ตัดเสาด้านข้างอาคารทางทิศตะวันตก จำนวน 2 ต้น จนติดพื้นดินและพื้นอาคารเหลือแต่ตอ มีเศษขี้เลื่อย คราบน้ำมันเกลื่อนพื้น ทั้ง 2 จุด จากนั้นคนร้ายใช้เหล็กแป๊บผ่าซีกแหลมที่เตรียมมา ความยาวใกล้เคียงกับความสูงของอาคาร ค้ำยันอาคารหอระฆังไว้ไม่ให้ล้ม และทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าร่องรอยโจรใจบาป ตัดไม้พะยูงเสาหอระฆังวัด มูลค่านับล้านบาท ที่ จ.สกลนคร

ส่วนเส้นทางที่คนร้ายนำไม้พะยูงออกไปนั้น เคลื่อนย้ายออกบริเวณกำแพงวัด จนกำแพงแตกร้าว เนื่องจากมีประตูเข้าออกด้านหน้าจุดเดียว ซึ่งขณะเกิดเหตุนั้น ไม่มีใครอยู่ภายในวัด จากคำให้การของชาวบ้านคาดว่าคนร้ายน่าจะบุกเข้ามาวัด เวลาประมาณ 22.00 น. คืนวันที่ 3 พฤษาคม โดยอาศัยจังหวะที่ชาวบ้านในหมู่บ้านหนองหมากแซว ม.3 เดินทางไปร่วมประชุมประชาคม เกี่ยวกับงบพัฒนาหมู่บ้าน และเป็นช่วงที่ พระวีรพงษ์ ธรรมคันธี ไม่ได้อยู่จำวัด แล้วลงมือก่อเหตุ โดยคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน ที่มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี ลงมืออย่างรวดเร็ว ใช้น้ำมันชโลมเสาเพื่อป้องกันเสียงดังเวลาใช้เลื่อยยนต์ตัดเสาอาคารหอระฆัง ดูจากสภาพแล้ว คาดว่าคนร้ายอาจตั้งใจจะเอาไปให้หมด เพราะเห็นว่าเสาต้นหนึ่งถูกตัดแล้วแต่ยังไม่นำเอาเหล็กแป๊บผ่าซีกแหลมที่เตรียมมามาค้ำยัน อาจจะมีคนผ่านไปมา จึงรีบหลบหนีไปก่อน พร้อมเสาไม้พะยูง 2 ต้น

พระวีรพงษ์ ธรรมคันธี เล่าว่า อาตมาจำวัดที่นี่เพียงรูปเดียว พึ่งมาจำวัดได้ 5 เดือน วัดนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2484 เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านหนองหมากแซว ก่อนหน้าที่จะมีการมาลักลอบตัดไม้พะยูง ในช่วงเย็นวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา อาตมาเจอเหตุการณ์ คนร้ายชาย 2 คน เข้ามาในวัดทำทีขอนอนพักที่ศาลาวัด แต่อาตมาไม่อนุญาต จากนั้นจึงไปกวาดลานวัดตามปกติ ต่อมา คนร้ายทั้ง 2 คน บุกเข้ามาจับกุมตน แล้วนำไปมัดไว้ที่ต้นไม้หลังกุฏิวัด ทำการรื้อค้นทรัพย์สินภายในกุฏิ ได้เงินสดไปจำนวนหนึ่ง พระเครื่องและโทรศัพท์ไปด้วย กว่าจะมีโยมมาพบก็ข้ามไปอีกวัน โดยทิ้งร่องรอยบาดแผลเชือกมัดไว้บริเวณแขนทั้ง 2 ข้าง จากนั้นญาติของอาตมาขอให้ไปจำวัดที่อื่นก่อนเพราะเกรงจะเกิดอันตรายโดยก่อนหน้าที่จะเกิดทั้ง 2 เหตุการณ์ มีโยมแวะเวียนมาถามซื้อเสาต้นไม้พะยูงหลายครั้ง และให้ราคาเกือบ 3 ล้าน แต่อาตมาระบุว่า จะซื้อขายไม่ได้ เพราะเป็นของโยมส่วนรวมในหมู่บ้านนี้ และคืนเกิดเหตุการณ์เมื่อวานนี้ อาตมาก็ไม่ได้อยู่วัดเช่นกัน สงสัยว่า คนร้ายอาจจะเป็นกลุ่มเดียวกันก็เป็นได้

ด้าน จนท.ฝ่ายความมั่นคง อ.สว่างแดนดิน จนท.ตำรวจชุดสืบสวน สภ.สว่างแดนดิน จนท.ทหาร จะได้ทำการสืบสวนข้อมูลกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง พระวีรพงษ์ เพื่อหาข้อมูลเบาะแสรูปพรรณสันฐานคนร้าย เพื่อดำเนินการจับกุมคนร้ายให้ได้ เนื่องจากถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ ซึ่งตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่า จะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกันหรือไม่ เนื่องจากต้องดำเนินการสืบสวนก่อน และจะเร่งจับกุมตัวให้ได้โดยเร็ว ส่วนชาวบ้านที่มาดูเหตุการณ์ ต่างสาปแช่งให้โจรใจบาปที่มาลงมือ หรือคนใดที่นำไม้พะยูงจากวัดไปครอบครองขอให้ตายโหง หรือชีวิตมีแต่ความตกต่ำไม่เจริญรุ่งเรือง และเสาไม้พะยูงที่เหลืออีก 4 ต้น จะมีชาวบ้าน และ จนท.จัดเวรยามมาเฝ้าระวังร่วมกัน

ที่มา>>>Thairath