เปิดชีวิตหรูขั้นสุดไฮโซเมืองลาวจัดหนักบินยุโรปเหมาเครื่องเพชร-เครื่องทอง ของแบรนด์เนมกลับประเทศ!

เป็นอีกหนึ่งไฮโซสาวที่มีไลฟ์สไตล์น่าสนใจ หากใครได้ติดตามอินสตาแกรม “maymay_svan” ของเธอ คงอยากรู้ที่มาที่ไปของสาวคนนี้ไม่น้อย เพราะไอจีของเธอยังเต็มไปด้วยความหรูหราทั้งของแบรนด์เนม และเครื่องประดับหรู บางคราวก็มีรูปเธอไปร่วมในงานสำคัญ ๆ กับเหล่าเซเลบริตี้เมืองไทยอีกหลายครั้ง784599922จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า เธอผู้นี้เป็นใคร มาจากไหน และทำงานอะไร ถึงได้ร่ำรวยมีเงินช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมแบบกระจุยกระจายได้ขนาดนี้ และมักจะปรากฏตัวในงานระดับซูเปอร์ปาร์ตี้ของเหล่าคนดังทั่วฟ้าเมืองไทย798เธอผู้นี้คือนักธุรกิจจากสะหวันนะเขต สปป.ลาว มีนามว่า “สองใหญ่ อินศรีเชียงใหม่” หรือเมย์ อายุ 28 ปี บุตรชายของ นายสุวรรณกร กาศรีซงเดช และนางวิไลวรรณ อินศรีเชียงใหม่7488800588ครอบครัวของเธอทำธุรกิจเกรย์มาร์เก็ตนำเข้ารถยนต์หรู ชื่อบริษัท Phonesavanh Trading และยังมีธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้านำเข้าจากประเทศไทยส่งขายที่ประเทศเวียดนาม และอีกหนึ่งธุรกิจที่เมย์เริ่มต้นหยิบจับด้วยตัวเอง คือขายจิวเวลรี่ระดับไฮเอนด์ในเมืองลาว และมีการซื้อขายที่ดินเป็นงานอดิเรกประปราย เรียกว่าฐานะของครอบครัวอยู่ในระดับเศรษฐีเมืองลาวก็ว่าได้7158990เหตุนี้เองที่ทำให้เธอปรากฏตัวเมืองไทยเดือนละ 3-4 ครั้ง นอกเหนือจากการทำงานที่ต้องแวะไปดูช่างจิวเวลรี่แล้ว ภารกิจที่ขาดไม่ได้ทุกครั้งที่มาของเธอ คือต้องหอบหิ้วกระเป๋า Hermes และสินค้าแบรนด์เนมอื่น ๆ กลับบ้านที่ลาวอยู่เป็นประจำ7400588ดูเหมือนเมย์จะกลายเป็นลูกค้าคนพิเศษประจำห้างสรรพค้าเมืองไทยไปแล้ว เพราะหลังจากที่เธอกลับจากช็อปปิ้งจะมีกระเช้าดอกไม้ส่งมอบถึงห้องพักโรงแรมเคมปินสกี้ แทบจะทันที78400585“ส่วนใหญ่จะช็อปปิ้งเมืองไทย เพราะไม่มีเวลาไปเมืองนอก แต่ต้องชอบจริงนะถึงจะซื้อ” เมย์บอกเหตุผลของความชอบ โดยมองว่าคนเราจะเลือกสะสมของไม่กี่อย่าง เพราะทั้งบ้านและรถเธอก็มีพร้อมหมดแล้ว เครื่องประดับก็ขายเอง ที่ขาดก็คือกระเป๋า เสื้อผ้า และนาฬิกาที่เธอยังไม่มี7002“บ้านเมย์ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เป็นบ้าน 3 ชั้น มี 6 ห้องนอน รถก็ไม่จำเป็นต้องนั่งโรลส์รอยซ์ เบนท์ลีย์ แม้คนอื่นจะขับเบนซ์ แต่เราขับรถยี่ห้ออะไรก็ได้ไม่มีปัญหา (ขับ BMW) ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเรามีความสุขกับชีวิตตรงไหน แต่ตอนนี้เราแฮปปี้มาก ด้วยอายุเท่านี้ เพิ่งเริ่มสะสมกระเป๋าเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะชอบ รู้สึกว่ามันมีรสนิยม ตอนนี้ก็มองว่าการซื้อกระเป๋าเป็นการลงทุน”10ดูเหมือนจะเป็นการลงทุนระยะยาวทีเดียว ทั้งปริมาณและราคาที่สูงลิบ ราคาตั้งแต่หลักแสนถึง 3 ล้านบาท การเดินทางมาช็อปปิ้งเมืองไทยแต่ละครั้ง เมย์ต้องจ่ายเงินค่ากิเลสที่เธอต้องการดับ เฉลี่ยสูงสุดเป็นตัวเลข 8 หลักกันเลยทีเดียว ใครอยากรู้จักเธอมากกว่านี้ ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมที่ ประชาชาติธุรกิจออนไลน์7899005748888258099999999888748907880055857489960587489990007488997410005748874888784000785000

ที่มา>>>ข่าวสด

รวบแล้วมือยิงนักธุรกิจมาเลย์ดับคาเบนซ์หรู ตร.ล็อกตัวระทึก!คาบ้านพักที่พุนพิน

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 5 ก.ค. พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ ผกก.กก.6บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่กองปราบปราม เข้าปิดล้อมบ้านเลขที่ 600/18 ม.3 ต.ท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อจับกุมตัวนายเอกพล อินทร์แก้ว อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18013/37 ม.9 ต.กะปาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช อดีตทหารอีโอดี ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตามหมายจับเลขที่/11/25/8 หลังสืบทราบว่าหนีมากบดานที่บ้านหลังดังกล่าว พ.ต.อ.สมพงษ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.58 คนร้ายใช้อาวุธสงครามเอ็ม 16 ยิงถล่มรถยนต์ ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ สีดำ รุ่น S300 ทะเบียน 1 ฌ 1 กรุงเทพมหานคร ทำให้นาย ลี อา ฮาน อายุ 44 ปี นักธุรกิจชาวมาเลเซีย เสียชีวิตทันที และนางมยุรี ทิพย์มณี อายุ 42 ปี ภรรยาได้รับบาดเจ็บ ที่แยกคลองปอม หมู่ 8 ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในเบื้องต้นสันนิษฐาน ปมฆ่าล้างหนี้ซื้อขายที่ดินมูลค่านับร้อยล้านบาท ระหว่างผู้ตายกับกลุ่มผู้จ้างวาน ซึ่งมีผู้ร่วมกระบวนการสังหารทั้งหมด 6 คน เข้ามอบตัวและจับกุมแล้ว 2 คน และชุดสืบสวนสอบทราบว่านายเอกพล อินแก้ว ผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่เป็นคนยิง ได้หนีมากบดานที่บ้านแฟนสาวหลังดังกล่าว จึงวางแผนเข้าจับกุมและเข้าชาร์จ ขณะที่ผู้ต้องหากำลังออกจากบ้าน ตรวจค้นภายในกระเป๋าสะพายพบอาวุธปืนขนาด 9 มม. ยี่ห้อซีแซด พร้อมเครื่องกระสุนอีกจำนวน 25 นัด จากการสอบสวนเบื้องต้นสอบนายเอกพล ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นลงมือก่อเหตุใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงผู้ตายจริง โดยได้รับค่าจ้างในราคา 7 แสนบาท โดยไม่รู้ว่าผู้ตายเป็นนักธุรกิจร้อยล้าน หลังก่อเหตุได้แยกย้ายกันหลบหนีจนมาถูกจับกุมตัวได้ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 3 ราย คือนายธนเดช เงี่ยนตั้น นายชินพัฒน์ พิทักษ์ไทย และนายยุทธศักดิ์ กล้ามาก ทางเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามจับกุมตัวตามหมายจับมาดำเนินคดีต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ร้านดังราชบุรี! “ก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรรสเด็ด” สนุกเซลฟี่เช็คอินฟรีน้ำอีก 1 โอ่ง

ไอเดียเก๋! อดีตสาวนักธุรกิจถมที่ดินผันตัวมาเป็นแม่ค้ายกโอ่งมังกรเมืองราชบุรีจัดร้านด้วยเมนูก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรหนักมากรสเด็ด 199 บาท อิ่มกันยกแก๊งจนท้องระเบิด แถมสนุกเซลฟี่เช็คอินฟรีน้ำอีก 1 โอ่ง สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากวันที่ 28 มิ.ย. ราชบุรีเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นเมืองของโอ่งมังกร และเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องอาหารการกิน อย่างเช่นก๋วยเตี๋ยว ที่หลายๆคนมักจะคุ้นเคยกับก๋วยเตี๋ยวไข่ ที่เรื่องชื่อของบรรดานักท่องเที่ยวและนักชิมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เดินทางมารับประทานกันจำนวนมาก

ล่าสุดสังคมโซเชียลได้มีการกล่าวถึงก๋วยเตี๋ยวเมืองโอ่งมังกร ด้วยความอร่อยสุดคุ้มกับปริมาณของชามก๋วยเตี๋ยวขนาดจัมโบ้ และบรรยากาศการได้สัมผัสกับไอเดียเก๋ๆ ที่นำโอ่งมังกรทั้งใบเล็กใบใหญ่มาตกแต่งร้าน โดยเฉพาะนักเซลฟี่ที่ก่อนจะรับประทานต้องนำกล้องโทรศัพท์มือถือมาถ่ายภาพและนำไปแชร์ใน facebook หรือ INSTAGRAM สร้างความฮือฮาในสังคมโซเชียลเป็นอย่างมาก ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรดังกล่าวพบร้านเปิดจำหน่ายติดริมถนน สายราชบุรี – เจดีย์หัก ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ห่างจากทางแยกสะพานยกระดับเจดีย์หัก ถนนเพชรเกษมฝั่งขาเข้ากรุงเทพมหานคร ประมาณ 200 เมตร ซึ่งภายในร้านมีการนำโอ่งมังกรใส่น้ำขนานใหญ่มาประดับตกแต่งภายในร้าน อาทิ เคาน์เตอร์เครื่องตั้งตู้ถ้วยชามก๋วยเตี๋ยว โอ่งหม้อน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวจำนวน 3 ใบ รวมไปถึงโต๊ะที่นั่งทานก๋วยเตี๋ยวสำหรับลูกค้า นอกจากนี้แก้วน้ำเครื่องดื่มต่างๆ ก็นำโอ่งมังกรขนาดเล็กมาเป็นภาชนะใส่อีกด้วย

นางสาววันดี อุทยาน หรือ คุณอ้อม ชาวบ้านเจดีย์หักเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรเล่าให้ฟังว่า เดิมทีตนมีอาชีพเป็นผู้รับเหมาถมที่ดิน ด้วยความที่ตนเองเป็นคนชอบทานก๋วยเตี๋ยวเป็นประจำมักจะไปทานตามร้านต่างๆ ที่ขึ้นชื่อในหลายๆจังหวัด รวมไปถึงร้านธรรมดาเล็กริมถนนตนเองก็ไปนั่งทาน ทำให้อยากเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นของตัวเองที่เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวในฉบับเมืองราชบุรี โดยเฉพาะราชบุรีเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองโอ่งมังกร ตนจึงนำโอ่งมังกรขนาดที่ใช้กันตามบ้านของคนทั่วไป มาตกแต่งร้าน ด้วยแนวคิดของตนในการวาดและออกแบบเอง ให้ช่างมาทำตามแบบที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ตู้ก๋วยเตี๋ยว โอ่งตั้งหม้อน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว และโต๊ะที่นั่งทานก๋วยเตี๋ยวรูปแบบโอ่งมังกรโต๊ะกลม

นอกจากนี้ยังใช้เป็นแก้วน้ำ ชุดเครื่องปรุง และที่ใส่ไม้จิ้มฟันก็ทำมาจากโอ่งมังกรใบใหญ่และใบเล็ก เรียกได้ว่าเข้ามาทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านเสมือนมาถึงเมืองโอ่งมังกรราชบุรี สำหรับเมนูก๋วยเตี๋ยวที่ขึ้นชื่อของทางร้านจะเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูหมักน้ำตกรสเด็ด เมนูแรกจะเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูลูกชิ้นน้ำตก ชามขนาดไซด์ s ราคาชามละ 20 บาท เมนูที่ 2 จะเป็นก๋วยเตี๋ยวชุดโอ่งมังกรเบาๆ ชามขนาดไซด์ L ราคาชุดละ 129 บาท ประกอบด้วย ชุดก๋วยเตี๋ยวแบบเลือกเส้นอย่างเดียว ใส่ลูกชิ้นจำนวน 10 ลูก ใส่หมูหมัก ใส่กากหมู รับประทานควบคู่กับแคบหมูกรอบ ชุดผัก และยังเลือกน้ำโอ่งมังกรอีก 1 โอ่ง หรือจะมาแบบเพื่อน ครอบครัว ก็มีเมนูชุดโอ่งมังกรหนักมาก ชามขนาดไซด์ XL ราคาชุดละ 199 บาท ประกอบด้วยเส้น 5 เซียน อาทิเส้นเล็ก วุ้นเส้น เส้นมาม่า เส้นหมี่หยก และเส้นบะหมี่เหลือง ส่วนน้ำซุปจะเป็นน้ำตกรสเด็ด ใส่ลูกชิ้นจำนวน 18 ลูก ใส่หมูหมัก ใส่กากหมู รับประทานควบคู่กับแคบหมูกรอบ ชุดผัก โดยที่ชุดนี้จะฟรีน้ำดื่มโอ่งมังกร 2 โอ่ง

ส่วนใครที่อยากจะทานแบบก๋วยเตี๋ยวไก้ตุ๋นมะระรสเด็ด ก็จำหน่ายชามขนาดไซด์ M ราคาชามละ 30 บาท ซึ่งทุกเมนูของก๋วยเตี๋ยว เราคิดสูตรเป็นของทางร้านเองทุกอย่างปรุงเองทั้งหมด ด้วยสูตรเด็ดของน้ำซุปน้ำตกที่เราใส่เครื่องเทศไปกว่า 12 ชนิด เพื่อความหอมหวานและสุขภาพ จะใส่ควบคู่ไปกับน้ำพริกเผาสามรสสูตรเด็ดของร้าน ส่วนหมูหมักใช้วิธีการหมักด้วยเครื่องเทศหมักไว้ 12 ชม ทำให้ได้หมูมีรสชาตินุ่มหอมหวาน เป็นเอกลักษณ์ของทางร้าน คุณวันดี กล่าว ด้วยปริมาณและรสชาติของก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกร การประดับตกแต่งร้านที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองโอ่งมังกรราชบุรี ที่ราคาไม่สูงมากนัก เริ่มต้นด้วยราคา 20 บาท ไปจนถึง 199 บาท ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ถือเป็นอีก 1 ทางเลือกของคนที่ชอบทานก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารในมื้อกลางวันของคนทำงาน และยังได้สัมผัสบรรยากาศในสไตล์โอ่งมังกรที่เป็นสัญญาลักษณ์ของจังหวัดราชบุรี ที่เรียกได้ว่ามาราชบุรีต้องแวะมากินก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรที่นี่ ทั้งอิ่มอร่อยและยังสนุกกับกิจกรรมเซลฟี่ เช็คอิน รับฟรีน้ำโอ่ง 1 โอ่งอีกด้วย

สำหรับผู้ที่จะเดินทางมารับประทานก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรก็ไปได้ที่ถนนสายราชบุรี-เจดีย์หัก ห่างจากถนนเพชรเกษมไป 200 เมตร สอบถามได้ที่หมาเลข 089 – 2546456 ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 8.00 – 16.00 น.ของทุกวัน หยุดเฉพาะวันที่ 1 และวันที่ 16 ของเดือน หรือติดตามได้ที่ แฟนเพจ FB ก๋วยเตี๋ยวโอ่ง&Milk shake

ที่มา>>>ข่าวสด

รักไม่จำกัดเพศ!! นักธุรกิจเมืองผู้ดี หอบสินสอดกว่า 5 ล. วิวาห์หนุ่มไทย

หนุ่มนักธุรกิจเมืองผู้ดีวัย 35 ข้ามน้ำข้ามทะเลหอบสินสอดกว่า 5 ล้านบาทมายังปราจีนฯ ตัดสินใจแต่งงานกับหนุ่มไทยวัย 29 อดีตพนง.โรงงาน หลังรู้จักทางเฟซฯ คบหาดูใจกว่า 1 ปี วางแผนใช้ชีวิตร่วมกันที่ประเทศอังกฤษ…

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ พิธีมงคลสมรสหนุ่มชาวอังกฤษยกขันหมากมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท มาสู่ขอหนุ่มคนไทยที่ ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เมื่อเดินทางไปบ้านเลขที่ 81 หมู่ 9 ต.เมืองเก่า พบว่า กำลังมีการประกอบพิธีมงคลสมรส ระหว่าง MR.CARL EDEN (คราล อีเดน) อายุ 35 ปี อาชีพประกอบธุรกิจส่วนตัวในประเทศอังกฤษ กับนายชัยวรฤทธิ์ วิถาวร หรือ Tony อายุ 29 ปี อดีตพนักงานโรงงานแห่งหนึ่ง

ภายในพิธีงานมงคลสมรส มีการจัดพิธีแบบไทยทั้งหมด ในส่วนของสินสอดนั้น ประกอบไปด้วยทองรูปพรรณ เงินสด บ้านพร้อมที่ดิน รถยนต์ รวมมูลค่ากว่า 5,000,000 ล้านบาท หลังจากเสร็จพิธีสงฆ์ในช่วงเช้า ก็มีพิธีแห่ขันหมากได้เข้าพิธีสวมแหวน พร้อมทั้งผูกข้อมือตามลำดับ ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความสนุกสนานจากผู้ร่วมงานกว่า 50 คน ส่วนงานเลี้ยงในช่วงเย็นจะเริ่มขึ้นที่โรงแรมเปรมสุข ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยจะมีการจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีน จำนวน 50 โต๊ะ แขกร่วมงานน่าจะประมาณ 500 คนด้าน นายชัยวรฤทธิ์ เปิดเผยว่า ตนพบกับแฟนหนุ่มทางเฟซบุ๊ก และได้เจอกันที่กรุงเทพฯ ต่อจากนั้นพูดคุยกันมาเรื่อยๆ เป็นระยะเวลา 1 ปี 1 เดือน ก็ตัดสินใจร่วมพิธีแต่งงานกัน ซึ่งโดยส่วนตัวที่ตนได้จัดพิธีมงคลสมรสการแต่งงานชายกับชายนั้น ตนคิดว่า ทุกเพศทุกวัยที่มีความรักต่อกันนั้น สามารถแต่งงานกันได้ ใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งในยุคสมัยนี้ไม่มีการจำกัดเพศหรืออายุแล้ว หลังจากแต่งงานแล้ววางแผนจะเดินทางไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ช่วยทำงานโดยทางแฟนหนุ่มชาวต่างชาติประกอบธุรกิจส่วนตัวร้านดอกไม้ อพาร์ตเมนต์ให้เช่า และร้านสะดวกซื้อ

ขณะเดียวกัน นายคราล อีเดน กล่าวว่า “ผมรักคุณโทนี่มาก เหมือนกับเป็นโอกาสพิเศษ และผมก็มีความสุขมากที่ผมได้อยู่ในประเทศไทย และได้อยู่กับครอบครัวนี้”.

ที่มา>>>Thairath

ไม่ได้ซื้อ-โบอิ้ง 747 ผู้ใหญ่ใจดีให้ฟรี! สร้างแลนด์มาร์กใหม่โคราช

(ภาพส่วนหนึ่งจากเจ้าของโครงการ)

นักธุรกิจหนุ่มผุดโปรเจกต์แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ขนซากเครื่องบินโบอิ้ง 747 ไปไว้ในที่ดินทำเลทอง ระบุชัดไม่ได้ซื้อ 20-30 ล้านตามข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้ แต่ผู้ใหญ่ใจดีมอบให้ฟรี เพื่อทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างความเจริญให้โคราช…

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ภายหลังจากโลกโซเชียลฮือฮาแห่แชร์ภาพการเคลื่อนย้ายเครื่องบินโบอิ้ง 747 จากสนามบินนครราชสีมา หรือสนามบินหนองเต็ง อ.จักราช จ.นครราชสีมา ไปยังไร่มันสำปะหลัง ต.หนองจะบก อ.เมืองนครราชสีมา ประตู 2 ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และทำการประกอบใหม่บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ บริเวณสี่แยกถนนตัดใหม่ มทส.ประตู 1 เชื่อม มทส.ประตู 2 ก่อนถึงทางเข้า รพ.มหาวิทยาลัยสุรนารี พร้อมกับเปิดตัวนักธุรกิจหนุ่มผู้รับเหมาท่าทราย ‘ปราโมทย์ ริมใหม่’ เตรียมก่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวบิ๊กโปรเจกต์แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของโคราช “โบอิ้งแลนด์” โดยมีรายงานระบุว่าเครื่องบินโบอิ้ง 747 ดังกล่าว ถูกซื้อมาในราคา 20-30 ล้านบาทเจ้าของโครงการยืนยัน ชัดไม่ได้ซื้อเครื่องบินราคา 20-30 ล้านบาทตามข่าวในโลกโซเชียล

ล่าสุด ที่บริเวณกลางไร่มันสำปะหลังเนื้อที่กว่า 100 ไร่ ต.หนองจะบก อ.เมือง จ.นครราชสีมา ใกล้ประตู 2 เข้าไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี บริเวณสถานที่ที่เตรียมก่อสร้าง มีเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหญ่ ตัวเครื่องสีขาว พร้อมปีกสองข้าง และแพนหางจอดไว้ มีช่างหลายสิบคนขะมักเขม้นเร่งดำเนินการประกอบให้สมบูรณ์ เพื่อทำเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของ จ.นครราชสีมา ซึ่งจะสามารถเปิดให้เข้าชมได้ในช่วงปลายปี 2559

นายปราโมทย์ ริมใหม่ กรรมการผู้จัดการ หจก.ริมใหม่ คอนสตรัคชั่น ผู้จำหน่ายเครื่องจักรกลหนักในการทำธุรกิจเหมือง ดำเนินกิจการธุรกิจท่าทราย และรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยถึงข้อสงสัย และที่มาของการขนย้ายเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหญ่จากสนามบินหนองเต็ง อ.เฉลิมพระเกียรติ ว่า ตนได้เจรจา และได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่มอบเครื่องบินลำดังกล่าวมาจริง ตนยืนยันว่า ไม่ได้มีการซื้อมาแต่อย่างใด เนื่องจากผู้ใหญ่เห็นความตั้งใจของตน ส่วนที่มีข่าวว่า ซื้อมาด้วยงบ 20-30 ล้านบาทนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด และมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างโบอิ้ง 747-300 ที่ไม่ได้ใช้งานถูกเคลื่อนย้ายมาไว้ที่โครงการ โบอิ้งแลนด์

ทั้งนี้ เครื่องบินที่ผู้ใหญ่ใจดี มอบให้มานั้น ได้นำมาไว้พื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนด และเป็นทำเลที่สวยงาม ปัจจุบันเปิดให้บริการแก่กลุ่มจิตอาสาได้ใช้ประโยชน์เป็นสนามเครื่องบินเล็ก และตนกำลังมีโปรเจกต์ใหม่ เป็นโปรเจกต์ใหญ่ เพื่อจะสร้างพื้นที่บริเวณนี้เป็นแลนด์มาร์ก แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของโคราช จึงได้มีแนวความคิดว่าจะนำเครื่องบินที่ปลดประจำการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตต่อไป

“เดิมทีจะเข้าไปสอบถามและคุยงานกับทาง ผอ.ท่าอากาศยานนครราชสีมา เกี่ยวกับการทำธุรกิจอุตสาหกรรมการบิน และท่านบอกว่าตอนนี้จะมีการปรับพื้นที่ภายในสนามบินหนองเต็ง และอยากจะให้ช่วยนำเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่ปลดประจำการไปใช้ประโยชน์ เพราะไม่อยากให้ไปอยู่จังหวัดอื่น มีการพูดคุยกันในเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเครื่องบินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบิน และผลักดันให้เป็นแหล่งเที่ยวเพื่อรองรับ AEC ซึ่งก็สนใจ เพราะมีพื้นที่สวยๆ อยู่หน้า มทส.กว่า 100 ไร่ เหมาะที่จะนำเครื่องบินลำนี้ไปใช้ประโยชน์ พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต จึงตัดสินใจเจรจากับผู้ใหญ่จนตกลง และได้เครื่องบินโบอิ้ง 747 มา”

นักธุรกิจหนุ่ม กล่าวอีกว่า แต่การขนย้ายเครื่องบินลำใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราต้องจ้างทีมวิศวกรและช่างมืออาชีพเข้ามารื้อถอน เพราะต้องการจะให้เครื่องบินอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด โดยไม่มีการตัดต่อใดๆ นอตทุกตัวต้องผ่านการถอดที่ถูกต้อง และเราได้ขนย้ายในเวลากลางคืนเพื่อความสะดวก ไม่เกิดปัญหาการจราจร โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากทหาร ตำรวจ กู้ภัย ในการรื้อถอนและขนย้ายโบอิ้ง 747 ลำนี้ ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงอยู่ แต่ไม่ขอเปิดเผยภายในของเครื่องบิน

นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า หลังจากนำเครื่องบินโบอิ้ง 747 มาประกอบและจอดไว้บนที่ดิน 100 ไร่ ซึ่งเป็นทำเลที่โดดเด่นมากอยู่ระหว่าง มทส.ประตู 1 เชื่อม มทส.ประตู 2 ปรากฏว่ามีประชาชนที่ขับรถผ่านไปมาได้แวะลงมาถ่ายภาพและนำไปส่งต่อทางโซเชียลจนกลายเป็นกระแส เกิดคำถามมากมายว่าบริเวณนี้จะสร้างอะไร ตนขอบอกผ่านตรงนี้เลยว่า เราจะทำเป็นแลนด์มาร์กแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของโคราชภายใต้ชื่อ “โบอิ้งแลนด์” คาดว่าจะใช้เวลาปรับปรุง ตกแต่งสถานที่ และเริ่มเปิดให้บริการได้ช่วงปลายปีนี้ มีทั้งร้านอาหาร ร้านสเต๊ก ร้านกาแฟชื่อดัง โดยจะยกตู้คอนเทนเนอร์มาตกแต่งให้สวยงาม รวมทั้งปรับพื้นที่รองรับสำหรับจอดรถบ้านของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในภาคอีสาน ได้จอดพักรถเพื่อพักผ่อน หรือทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ โดยเรามีบริการห้องน้ำ ร้านอาหาร ฯลฯ

ทางด้าน นายประวัติ ดวงกันยา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครราชสีมา เปิดเผยว่า เครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำนี้อยู่คู่กับสนามบินหนองเต็งมานานเป็น 10 ปี มีนายชัชวาล วงศ์จร เจ้าของโรงแรมวีวันโคราชเป็นผู้ดูแล ต่อจากเจ้าของเดิมที่เป็นนักธุรกิจอยู่ใน จ.นครปฐม นายชัชวาล มีแนวคิดจะเอาไปทำเป็นจุดท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับโรงแรม แต่ก็เงียบหายไป ไม่มีแผนที่จะเคลื่อนย้ายเครื่องบินออกไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเคยมีนักธุรกิจจากหลายพื้นที่มาดูและอยากได้ บางคนก็จะเอาไปทำเป็นเศษเหล็กขาย แต่ตนรู้สึกเสียดายเพราะสภาพเครื่องบินยังดีและสวยมาก ประกอบกับเคยไปเห็นในหลายๆ ที่เขาเอาเครื่องบินไปพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำเป็นจุดเด่นของเมือง อย่างจังหวัดใกล้เคียง เขาก็มาดูและสนใจมาก

“เครื่องบินลำนี้มีสภาพสวย และหายากมาก ไม่อยากให้ทำลายทิ้งเพราะมองว่าน่าจะเอาไปทำประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว โดยตรงกับเจตนารมณ์ก็เลยได้ร่วมพูดคุยกับคุณชัชวาลจนสำเร็จ และมอบเครื่องบินให้คุณปราโมทย์ไป เมื่อตกลงได้แล้วการขนส่ง คือปัญหาต่อไป ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะถ้ามีการตัดเรารู้สึกเสียดายก็ปรึกษากันว่าทำอย่างไรที่จะหาช่างที่มีความรู้เรื่องส่วนประกอบเครื่องบินมาถอดชิ้นส่วนโดยไม่ต้องตัด ปรากฏว่าทางคุณปราโมทย์ ก็หาช่างมาถอด และขนย้ายไปประกอบใหม่ให้อยู่ในสภาพเดิมได้” ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครราชสีมา กล่าว.

ที่มา>>>Thairath