ชนสยองปั๊ม! กระบะซิ่งเสยจยย.ตายอนาถ-รถลอยพุ่งใส่ปิกอัพจอดเติมน้ำมันพังยับ

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 9 ส.ค. ร.ต.อ.รหัสชัย ศรีสุมล รอง สว.(สอบสวน) สน.คันนายาว รับแจ้งเหตุรถกระบะเสียหลักพุ่งชนรถจักรยานยนต์ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต บริเวณแยกนวลจันทร์ ถ.รามอินทรา (ขาออก) แขวงและเขตคันนายาว กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 เลนอยู่เลยแยกนวลจันทร์มา 50 เมตร ฝั่งมุ่งหน้ามีนบุรี โดยบนถนนเลนที่ 2 จากฝั่งฟุตปาธพบศพนายลวน ไกรกิจราษฎร์ อายุ 46 ปี สภาพศพนอนหงาย สวมเสื้อเชิ้ตแขนขาว สีดำ กางเกงยีนส์ขายาว นอนเสียชีวิตจมกองเลือด ใกล้กันพบรถจยย. ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่มสปาร์คนาโน สีขาว ทะเบียน ขฉน 645 กาญจนบุรี ล้มอยู่ ห่างจากจุดพบศพ 20 เมตร ภายในปั๊มเอสโซ่ สาขารามอินทรา กม.7 พบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมคซ์ สีเทา ทะเบียน บจ 9396 น่าน สภาพรถฝั่งขวาพังยับเยิน ด้านหน้าตัวรถชนตู้เก็บเงิน ตู้หัวจ่ายน้ำมันที่ 1 ได้รับความเสียหาย ใกล้กันพบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีขาว ทะเบียน ฒฆ 7320 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้าพังยับเยิน พุ่งชนกับรถกระบะอีซูซุฝั่งด้านคนขับ โดยมีนายอนุชา อินทรโอสถ อายุ 51 ปี เป็นผู้ขับขี่ ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาล สอบสวน น.ส.เสรียน เทาศิริ อายุ42 ปี พนักงานเก็บเงินปั๊ม กล่าวสีหน้าตื่นตระหนกว่า ก่อนเกิดเหตุรถกระบะสีเทากำลังเติมน้ำมันอยู่ที่หัวจ่ายที่ 2 ขณะนั้นตนได้ยินเสียงเบรกรถยนต์ดังสนั่น ก่อนจะพบรถกระบะสีขาวพุ่งปีนข้ามฟุตปาธเข้ามาภายในปั๊ม และชนกับกระบะสีเทาที่กำลังจอดรถเพื่อเติมน้ำมัน โชคดีที่รถไม่พุ่งชนหัวจ่ายน้ำมัน มิเช่นนั้นอาจเกิดการระเบิดได้

ร.ต.อ.รหัสชัย กล่าวว่า จากการสอบสวนพยานแวดล้อมพบว่ารถกระบะสีขาวพุ่งชนกับรถจยย. ก่อนจะเสียหลักพุ่งปีนฟุตปาธเข้าไปภายในปั๊มและชนเข้ากับรถกระบะสีเทาอีกหนึ่งคัน จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 2 คน และเสียชีวิต 1 คน เบื้องต้นจะนำตัวนายอนุชาตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด และสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนแจ้งข้อหาดำเนินคดีต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ผัวคลั่งพกปืนตามง้อเมียไม่สำเร็จขับกระบะพุ่งชนรถตร.กลางสนามกอล์ฟ ระทึก!ยิงปะทะเจ็บสาหัส

 เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 5 ส.ค. ร.ต.อ.ประมาณ ยวนยี ร้อยเวรสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งเหตุหนุ่มคลั่งพกปืนทะเลาะกับแฟน เมื่อตำรวจเข้าระงับเหตุจึงขับรถหนีชนรถจักรยานยนต์สายตรวจ จนเกิดการยิงปะทะกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย เหตุเกิดภายในสนามกอล์ฟ ริเวอร์เดล กอฟ แอนด์ คันทรี คลับ หมู่ 1 ต.บางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.สรัลพัฒน์ ยศสมบัติ ผกก.สภ.ปากคลองรังสิต, เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน, เจ้าหน้าที่วิทยาการกองพิสูจน์หลักฐาน เขต 1 และเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู พร้อมวิทยุประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจสกัดจับเพื่อเข้าระงับเหตุ ในที่เกิดเหตุบนถนนภายในสนามกอล์ฟ พบรถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ถูกชนได้รับความเสียหาย ที่หน้ารถพบเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ 2 นายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ห่างไปประมาณ 500 เมตร พบรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ 4 ประตู สีบรอนด์หมายเลขทะเบียน ศฉ3998 กรุงเทพมหานคร สภาพรถยางหลังซ้ายแตก กระจกหลังแตก กระจกด้านคนขับแตก ชนติดอยู่กับรถตำรวจยี่ห้อ อีซูซุ สีเลือดหมู หมายเลขทะเบียน ญษ1735กรุงเทพมหานคร จนได้รับความเสียหายรถตกลงไปอยู่ไหล่ทาง ข้างกันพบเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งอยู่ระหว่างควบคุมตัวนายวีระชัย เปล่งอรุณ อายุ 42 ปี ถูกยิงเข้าที่แก้มอาการสาหัส ถูกนำตัวส่งรพ.ปทุมธานี ภายในรถยังพบอาวุธปืนยังไม่ทราบขนาดตกอยู่จำนวน 1 กระบอก ร.ต.อ.ชูชีพ วดงาม รองสวป.สภ.ปากคลองรังสิต เปิดเผยว่า ช่วงรุ่งเช้าที่ผ่านมาผู้เสียหาย ซึ่งเป็นภรรยาเก่าของผู้ก่อเหตุโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า อดีตสามีเข้ามาก่อกวนทะเลาะวิวาทและนำอาวุธมาข่มขู่ ที่เกิดเหตุภายในซอยอำภา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สายตรวจจึงเข้าไประงับเหตุ แต่ผู้ต้องหาขับรถกระบะหลบหนีไปอย่างรวดเร็วภายในสนามกอล์ฟ ริเวอร์เดล กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ เจ้าหน้าที่สายตรวจจึงขับจักรยานยนต์ไล่ติดตามกระทั่งถูกชนจนรถล้มได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่สายตรวจจึงตัดสินใจยิงยางหลังซ้าย เพื่อป้องกันการหลบหนี แต่คนร้ายยังเร่งเครื่องหลบหนีต่อเนื่อง ตนจึงวิทยุประสานงานกับเจ้าหน้าที่สายตรวจพบว่า คนร้ายหลบหนีมาทางตนเองที่สวนทางมา จึงเปิดสัญญาณไซเรนและนำรถยนต์เข้าปิดทางหลบหนี ก่อนแสดงตัวให้คนร้ายยอมลงจากรถ แต่คนร้ายไม่มีท่าทีจะยอมจำนน จึงใช้กระบองไม้ตีเข้าที่กระจกหลังจนแตก ในเวลาต่อมาคนร้ายซึ่งอยู่ภายในรถกับขับรถพุ่งชนรถเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จอดขวางหน้า จนรถลงไปอยู่ไหล่ทาง ตนและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาด้วยจึงพยายามจับกุมคนร้าย แต่กลับถูกคนร้ายชักอาวุธปืนใส่ จึงตัดสินใจยิงใส่คนร้ายจำนวน 1 นัด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ และสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ ซึ่งเป็นพนักงานภายในสนามกอล์ฟ คาดว่าผู้ก่อเหตุพกพาอาวุธปืนมาด้วย ขณะเข้ามาหาภรรยาเก่าที่บ้าน แต่เมื่อพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาระงับเหตุที่บ้าน จึงกลัวความผิดขับรถหนีการตรวจค้นจับกุม และก่อเหตุดังกล่าว ส่วนอาการของผู้ก่อเหตุที่บาดเจ็บ อยู่ระหว่างการรักษาของแพทย์ อย่างไรก็ตาม จะต้องรอดูอาการและจะได้สอบสวนพร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

2โจ๋ดักรอยิงเด็กเทคโนฯคู่อริ แต่ดันเจอสายตรวจ ชักปืนหวังยิงเปิดทางหนี..โดนตร.ยิงสวนสิ้นฤทธิ์

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 4 ส.ค. ร.ต.อ.สุเรวัช บังคมเนตร รอง สว.(สอบสวน) สน.บางเขน รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปืนประจำกายยิงคนร้ายจนได้รับอาการบาดเจ็บสาหัสหลังพยายามขัดขืนและใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้เพื่อหวังหลบหนีการจับกุม เหตุเกิดภายในซอยรามอินทรา 39 แยก 1 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยพล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 พ.ต.อ.อำนาจ อินทรศวร ผกก.สน.บางเขน พ.ต.ท.อำนาจ หาญชนะ รอง ผกก.ป.สน.บางเขน พ.ต.ท.ธิติ พันธ์สวัสดิ์ สวป.สน.บางเขน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสน.บางเขน ด.ต.ธีรภัทร์ พงษ์เจริญธรรม ผบ.หมู่ป.สน.บางเขน ส.ต.ต.ก้องเกียรติ ทองเพ็ชร ผบ.หมู่ป.สน.บางเขน และมูลนิธิร่วมกตัญญู  ที่เกิดเหตุภายในพื้นที่รกร้างบริเวณกลางซอยดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้จำนวน 2 รายประกอบด้วยนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ไอ สีชมพู-ขาว ทะเบียน 5 กท และผู้ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อต่อมาคือนายกิตติธร กิตวิทยาเดชา อายุ 18 ปี สภาพนอนหงายจมกองเลือด สวมเสื้อยืดคอกลม สีขาว นุ่งกางเกงกีฬาขาสั้น สีน้ำเงิน ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด.357 เข้าที่บริเวณต้นแขนขวาทะลุ จำนวน 1 นัด

ห่างออกไปพบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ตกอยู่ จำนวน 1 กระบอก เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐานก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเข้ารับการรักษาอาการอย่างเร่งด่วนซึ่งขณะนี้พ้นขีดอันตรายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ด.ต.ธีรภัทร์ กล่าวว่า ขณะที่ตนพร้อมด้วยส.ต.ต.ก้องเกียรติกำลังออกตรวจตราเพื่อระงับเหตุอาชญากรรมภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ กระทั่งได้รับแจ้งจากทางคณะอาจารย์ของวิทยาลัยเทคโนโลยีวิบูลย์บริหารธุรกิจ รามอินทรา ว่าให้ช่วยตรวจสอบกลุ่มวัยรุ่นต้องสงสัยขี่รถจักรยานยนต์วนเวียนโดยพบท่าทางมีพิรุธเกรงว่าจะเกิดอันตราย จากนั้นเมื่อมาถึงช่วงระหว่างซอยรามอินทรา 39 แยก 1 และแยก 3 ได้พบวัยรุ่น จำนวน 2 ราย ขี่รถจักรยานยนต์และซ้อนท้ายกันมา ซึ่งมีรูปพรรณสัญฐานตรงตามกับที่ได้รับแจ้งไว้จึงขออนุญาตเพื่อเข้าตรวจค้นตามปกติ แต่ระหว่างนั้นผู้ซ้อนท้ายทราบชื่อต่อมาคือนายกิตติธร จู่ๆได้รีบวิ่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ตนจึงขี่รถจักรยานยนต์ของสายตรวจออกตามล่ามาจนถึงภายในพื้นที่รกร้างดังกล่าว ส่วนนายเอให้ทางส.ต.ต.ก้องเกียรติ ควบคุมตัวเอาไว้  ด.ต.ธีรภัทร์ กล่าวต่อว่า เมื่อติดตามนายกิตติธร มาจนถึงทางตันทางผู้ต้องหากลับชักอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ขึ้นมาจ่อตนหวังจะยิงเปิดทางเพื่อหลบหนีไป แต่ระหว่างนั้นตนสามารถชักอาวุธปืนประจำกายได้เร็วกว่า ก่อนยิงเพื่อป้องกันตัวกระทั่งคมกระสุนไปถูกเข้าที่บริเวณต้นแขนขวาของผู้ต้องหาจนได้รับบาดเจ็บ ส่วนอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ก็ตกลงอยู่กับพื้น หลังจากนั้นตนจึงประสานให้ทางอาสาสมัครมูลนิธิปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาอาการอย่างเร่งด่วน ก่อนตรวจยึดของกลางไว้เป็นหลักฐาน

พ.ต.อ.อำนาจ กล่าวว่า จากการสอบสวนนายเอ รับสารภาพว่า ตนพร้อมด้วยนายกิตติธรมาดักรอครู่อริซึ่งศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 ภายในสถาบันดังกล่าว โดยผลัดกันซ้อนท้าย และถืออาวุธปืน เมื่อถึงเวลาเลิกเรียนขณะนั้นตนเป็นผู้ซ้อนท้ายและถืออาวุธปืน พบคู่อริเดินออกมาแต่ไม่ได้ยิงเนื่องจากมีคนพลุกพล่านเกรงว่าคนอื่นจะถูกลูกหลง จึงให้นายกิตติธรขี่รถวนออกมาก่อนเปลี่ยนให้นายกิตติธรเป็นผู้ซ้อนท้ายกระทั่งพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมได้ดังกล่าว

ด้านพล.ต.ต.เจริญ กล่าวว่า ตนขอชื่นชมการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนาย ซึ่งต้องมีความอดทนและต้องมีไหวพริบปฏิภาณในการระงับเหตุ ซึ่งในครั้งนี้หากทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถระงับเหตุได้ทันอาจเกิดเหตุสลดอย่างแน่นอน และต้องขอขอบคุณคณะอาจารย์ที่ช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบเพื่อป้องกันระงับเหตุในครั้งนี้ ทั้งนี้ตนได้มอบเงินรางวัลจำนวน 5 พันบาท แด่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่อีกด้วย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกันพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนนายกิตติธร ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

เป็นเรื่อง! เจ้าของร้านอาหารเกาะสมุย จ้างคนงานพม่าทาสีทับเส้นจราจรผิดจุดโดนจับ

เป็นเรื่อง!! จ้างแรงงานชาวเมียนมาแก้ไขทาสีขอบทางเท้าแต่ดันทาผิดจุด จึงโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.บ่อผุด จับกุม โดยก่อนหน้านี้เจ้าของร้านอาหารริมถนนเลียบชายหาดเฉวง ได้นำสีมาทาทับขอบทางเท้าจากเดิมเป็นสีขาวดำ นำสีมาทาทับใหม่เป็นสีขาวแดง เพื่อไม่ให้รถจักรยานยนต์มาจอดที่บริเวณหน้าร้าน จนชาวบ้านมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อการทำธุรกิจของตัวเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจึงสั่งให้แก้ไขเหมือนเดิมเมื่อเวลา 15.00น. วันที่ 27 ก.ค. ร.ต.อ.ปริญญา รักษาแก้ว รองสารวัตรจราจร สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้ร้บเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวและประชาชนว่า ที่บริเวณทางเท้าและถนนหน้าร้านอาหารบอนได ถนนเลียบหาดเฉวง ม.2 ต.บ่อผุด พบว่ามีการนำสีขาวแดง และสีดำมาทาทับเส้นจราจรเปลี่ยนไปจากเดิม จนทำให้ชาวบ้านสงสัยว่าจุดดังกล่าวจอดรถจักรยานยนต์ได้หรือไม่ หลังจากทราบเรื่องจึงได้รุดเดินทางไปตรวจสอบ

จากการตรวจสอบจุดดังกล่าวอยู่ในใจกลางแหล่งท่องเที่ยวหาดเฉวง เกาะสมุย ที่บริเวณหน้าร้านอาหารบอนได พบว่าตรงขอบทางเท้าหน้าร้านดังกล่าวซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะมีการแก้ไขจากเดิมสีขาวดำหมายถึง สามารถจอดรถได้แต่ต้องจอดชิดขอบทาง มาเป็นสีขาวแดงซึ่งหมายถึง ห้ามหยุดรถ ห้ามจอดรถ และหยุดรถเพื่อรับ-ส่งใดๆทั้งสิ้น และที่ผิวจราจรจากเดิมมีการตีเส้นแบ่งช่องสำหรับจอดรถจักรยานยนต์ได้ ก็มีการนำสีดำมาทาทับเพื่อไม่ให้จอดรถจักรยานยนต์ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวไม่ได้รับการอนุญาตจากเทศบาลนครเกาะสมุย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในแหล่งท่องเที่ยวแล้วไม่กล้าจอดรถจักรยานยนต์ที่จุดดังกล่าวเพราะกลัวจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุม

จากการสอบถามนายวินัย หงษ์ทอง พนักงานประจำร้านอาหารบอนได บอกว่า เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ผู้จัดการร้านได้ว่าจ้างให้แรงงานชาวเมียนมามาทาสีที่ขอบทางเท้าให้เป็นสีขาวดำ แต่คาดว่าคนงานน่าจะเข้าใจผิดเลยไปทาสีทับเส้นแบ่งช่องจอดรถจักรยานยนต์ ซึ่งได้ติดต่อไปยังผู้จัดการร้านให้ทราบเรื่องแล้ว

ด้าน ร.ต.อ.ปริญญา รองสารวัตรจราจร เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เคยเข้ามาตักเตือนที่ผู้ประกอบการนำสีมาทาที่ขอบทางซึ่งปรกติจะเป็นสีขาวดำ แต่ทางร้านมีเจตนาทาให้เป็นสีขาวแดงเพื่อไม่ให้รถจอดที่บริเวณจุดนี้ และก่อนหน้าที่ทางเทศบาลนครเกาะสมุย ก็ได้ตีเส้นเป็นจุดสำหรับจอดรถจักรยานยนต์ไว้ แต่วันนี้ได้มีการทาสีดำทับเส้นแบ่งจอดรถจักรยานยนต์เพื่อไม่ให้จอดรถตรงจุดนี้ได้ ซึ่งจะมองได้ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ของทางร้านเพื่อไม่ให้มีรถขวางหน้าร้านสามารถเดินทางเข้าออกได้สะดวก

ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการทำความผิดตามพ.ร.บ.จราจรทางบก ตามมาตราที่ 29 คือการทำลายสัญญานจราจร เครื่องหมายจราจรบนพื้นทางที่เจ้าพนักงานได้ติดตั้งไว้ ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ซึ่งจะได้เรียกตัวผู้จัดการร้านและผู้ที่ทาสีมาแก้ไขให้เหมือนเดิม และทำการเปรียบเทียบปรับต่อไป

นอกจากนี้หากเจ้าของสถานประกอบการ หรือชาวบ้านทั่วไปที่คิดว่าจุดไหนไม่เหมาะสมกับเครื่องหมายจราจรที่ติดตั้งไว้ในปัจจุบันนี้ สามารถยืนเรื่องหรือมาพูดคุยกับงานจราจรเพื่อจะได้ตั้งเรืองเปลี่ยนแปลงเพื่อความเหมาะสมต่อไป ห้ามมีการดัดแปลงหรือขีดเขียนโดยตนเองโดยเด็ดขาดซึ่งจะมีโทษตามพ.ร.บ.จราจรทางบก

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มเข้าป่าแวะฉี่เห็นคนนอนเข้าไปดูแทบผงะ!เป็นศพเน่าจมดิน

 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ศูนย์วิทยุ 191 ภ.จว.กาญจนบุรี รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบศพคนเสียชีวิตเป็นชายสภาพเหลือแต่โครงกระดูก อยู่ที่บริเวณริมถนนสายวังลาน-วังปลาหมู่ หมู่ 9 ต.เกาะสำโรง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี หลังรับแจ้งจึงประสาน ร.ต.ท.ชัยรัตน์  จันทร์อนันต์ รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองกาญจนบุรี ให้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.พหลพลพยุหเสนา เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.กาญจนบุรี และมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เมื่อไปถึงพบศพนอนคว่ำหน้าจมอยู่กับพื้นดิน ในสภาพที่เน่าเปื่อยร่างกายเหลือแต่โครงกระดูก โดยมีเนื้อหนังติดอยู่บ้างเล็กน้อย การแต่งกายนุ่งกางเกงยีนส์ขายาว ใส่เสื้อยืดสีดำ ด้านหลังสกรีนเป็นภาษาอังกฤษ ของทีมฟุตบอลชื่อดังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คลุมด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีแดง ตรวจสอบโดยรอบพบหมวกกันน็อคสีแดงตกอยู่ 1 ใบ รองเท้าแตะ 1 คู่ ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นมีโอ สีแดงขาว หมายเลขทะเบียน 5 กญ 7300 กทม จอดตะแคงอยู่ในพงหญ้า

จากการตรวจค้นพบบัตรประชาชนอยู่ในกระเป๋าระบุชื่อ นายธนชาติ เชื้อเพชร อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44/12 หมู่ 3 ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี นอกจากนี้ ยังพบบัตรประจำตัวมูลนิธิสังกัดมูลนิธิกู้ภัยกาญจนบุรี อีก 1 ใบ โดยคณะแพทย์ลงความเห็นว่า ผู้ตายน่าจะเสียชีวิตมาแล้วเป็นเวลาประมาณกว่า 1 เดือน โดยหลังชันสูตรพลิกศพแล้วเสร็จ จึงนำศพส่งไปสถาบันนิติเวช เพื่อผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่ง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ประสานหาญาติตามที่อยู่ของบัตรประชาชนแล้ว

จากการสอบถาม นายเดชา ขอสงวนนามสกุลและที่อยู่ อาชีพทำไร่ และเป็นคนพบศพครั้งแรก ทราบว่า ขณะที่ตนกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามถนนสายดังกล่าว อยู่ๆก็ปวดท้องปัสสาวะขึ้นมา ตนจึงจอดรถเอาไว้ริมถนน แล้วเดินลงไปปัสสาวะข้างถนนที่ลึกลงไปประมาณ 5 เมตร โดยที่ยังไม่ได้ทำธุระส่วนตัวก็มาพบศพดังกล่าว จากนั้น ตนจึงรีบขับขี่รถจักรยานยนต์ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดตรวจวังลานให้ทราบทันที

รายงานข่าวว่า จากการสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยกาญจนบุรี รายหนึ่งทราบว่า นายธนชาติผู้ตายเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯจริง แต่ก็ไม่พบตัวมานานกว่า 1 เดือนแล้ว ซึ่งก็ไม่มีใครทราบว่าหายตัวไปไหน แต่ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือนเศษ ผู้เสียชีวิตมีคดีความอยู่ที่ สภ.ไทรโยค ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้นไม่มีใครทราบ เนื่องจากผู้ตายได้หายตัวไปนานแล้ว

ที่มา>>>ข่าวสด

โจ๋ร่างเละดับคาที่ซิ่งจยย.ชนเก๋งรถตามหลังขยี้ซ้ำสยองถนนสายเอเชีย

เมื่อเวลา 00.30 น.วันที่ 23 ก.ค. ร.ต.ท.ภูวนัย อินจาด รองสว.สอบสวน สภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ถูกรถยนต์เฉี่ยวชน มีผู้เสียชีวิตบนถนนสายเอเชียขาเข้ากรุงเทพ หลักกิโลเมตรที่ 8 ต.บ้านหว้า อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยมูลฯธิพุทไธสวรรย์ ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 125 สีขาว หมายเลขทะเบียน 4-กบ 3556 กรุงเทพมหานคร แต่งซิ่งอยู่กลางถนนสภาพด้านพังยับเยิน ใกล้กันพบศพนายโชติวัฒน์ ติรพัฒนเจริญ อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 103 ตรอกนาวา แขวงเสาชิงช้า กรุงเทพมหานคร สภาพแขนขาหักหัวกระโหลกเปิด มันสมองกระจายเกลื่อนถนน ส่วนรถยนต์คู่กรณีหลบหนี

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้ตายน่าจะขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็ว และเสียหลักไปชนท้ายรถยนต์ชนิดหนึ่งจนพลิกคว่ำ แล้วมีรถยนต์ที่วิ่งตามหลังมาชนทับร่างซ้ำอีกครั้ง จนเสียชีวิตแล้วหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อติดตามรถยนต์คู่กรณีมาดำเนินคดี พร้อมทั้งติดตามญาติผู้เสียชีวิตมารับศพไปประกอบพิธีทางศาสนา

ที่มา>>>ข่าวสด

คนงานพม่าไม่รู้เมาอะไร ซิ่งหวาดเสียวแถมเปรี้ยวด่ากราด สุดท้าย…(คลิป)

เมื่อวันที่ 20 กค. ผู้สื่อข่าว รายงานจากจังหวัดเชียงราย ได้มีชาวโซเชียลแชร์ คลิป ของหนุ่มคนงานชาวพม่า ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมเสื้อผ้า ลักษณะคล้าย เมาสุรา หรือเมาอะไรบางอย่าง ขับขี่ด้วยความหวาดเสียว แถมยังด่าใส่ผู้ใช้รถใช้ถนน ที่ขับผ่านอีกด้วย บนถนน พหลโยธิน บริเวณบ้านน้ำจำ ใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในคลิป บันทึกใว้ประมาณ 1 นาทีเศษ  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นวันที่  19 กค. ที่ผ่านมา

ต่อมา มีผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อว่า “ประธานสยาม สยามรวมใจจุดแม่สาย” ได้โพสภาพ การช่วยเหลือของ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสยามรวมใจแม่สาย ได้ช่วยนายซิน มูอ่อง ชาวพม่า ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟสีดำ ทะเบียน 1 กม.-4498 เชียงราย ตกคูน้ำข้างทาง สภาพบาดเจ็บตามลำตัวหลายแห่ง ไม่สวมเสื้อ สวมแต่กางเกงขายาวสีดำ ชุดเดียวกันกับที่ปรากฏในคลิป โชคดีที่ไม่มีคู่กรณีหลังจากมีการโพส คลิปและ ภาพ ของคนงานพม่าลงสื่อออนไลน์ ได้มีการแชร์และแสดงความคิดเห็นวิจารณ์การกระทำที่ประมาท อันตรายกันมากมาย

ที่มา>>>ข่าวสด

แหกโค้งเป็นศพ!! หนุ่มรีบไปทำงาน อัดก๊อปปี้เสาไฟฟ้าดับสยอง(คลิป)

เวลา 00.30 น. วันที่ 18 ก.ค. ร.ต.อ.อินทเรศร์ ทูลกลาง รอง สว.(สอบสวน) สภ.พิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ได้รับแจ้งว่า มีเหตุรถจักรยานยนต์แหกโค้งชนกับเสาไฟฟ้า มีผู้เสียชีวิตอยู่ในที่เกิดเหตุ 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส 1 ราย ที่บริเวณถนนสายพิมาย-ชุมพวง กม.ที่ 6-7 ม.4 ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา จึงรุดไปที่เกิดเหตุ พร้อมหน่วยกู้ภัยพันธุ์ศรีนคร เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส 1 คน หน่วยกู้ภัยเทศบาลตำบลรังกาใหญ่ ได้นำผู้ได้รับบาดเจ็บ นำส่งโรงพยาบาลพิมายเร่งด่วน ทราบชื่อต่อมา คือ นายณัฐดนัย จันทร์เพ็ญ อายุ 19 ปี บ้านฉกาจ ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และยังพบผู้เสียชีวิตอัดติดกับเสาไฟฟ้าข้างทาง สภาพศพคอหัก ขาหัก ทั้ง 2 ข้าง ทราบชื่อ คือ นายธนาพล คานพิมาย อายุ 29 ปี อยู่ ม.7 บ้านฉกาจ ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีขาว ทะเบียน คลล-770 นครราชสีมา สภาพพังยับ จากการสอบถาม นายณัฐดนัย ผู้ได้รับบาดเจ็บ ยังพอให้การ เล่าว่า ตนเป็นคนนั่งซ้อนท้าย นายธนาพล ผู้เสียชีวิต เป็นคนขับ ทั้ง 2 คน เป็นคนงานทำเก้าอี้หวายอยู่ที่โรงงานหวาย ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา กำลังจะไปที่ทำงาน โดยผู้ตายขับรถมาด้วยความเร็วสูง พอมาถึงที่เกิดเหตุ เป็นทางโค้ง จึงเกิดเสียหลักแหกโค้งชนกับหลักเสาทางโค้งจนหักไป 1 ต้น และไปชนอัดกับเสาไฟฟ้าข้างทางเป็นเหตุให้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุทั้งหมด และรอสอบสวนผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

โจรอ้วนผอมเหิม! ลักจยย.ในหอพักปทุมฯ-กล้องวงจรปิดจับภาพชัด

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 14 ก.ค. ร.ต.อ.ปรีชา เต๊กสี ร้อยเวรสอบสวน สภ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี รับแจ้งเหตุคนร้ายขโมยรถจักรยานยนต์ที่หอพักเสริมทรัพย์อพาร์ตเมนต์ เลขที่ 99/33 หมู่ 3 ต.ระแหง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี จึงรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นลานจอดรถจักรยานยนต์ มีกล้องวงจรปิดและแสงไฟส่องสว่าง คนร้ายเข้ามาลักรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าดรีม 125 สีน้ำตาล ซึ่งเป็นรถใหม่ยังไม่ได้ติดแผ่นป้ายทะเบียน

สอบถามนายทรงพล คงสูงเนิน อายุ 25 ปี พนักงานบริษัท กล่าวว่า ยืมรถจักรยานยนต์มาจากเพื่อนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ เนื่องจากรถของตนเสีย ซ่อมอยู่ที่อู่ เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า คนร้าย 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาที่ลานจอด คนหนึ่งอ้วน อีกคนผอม จึงนำภาพส่งให้เจ้าหน้าที่ออกติดตาม เบื้องต้นพบว่าในพื้นที่มีคดีรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ 125 สีน้ำเงินดำ ทะเบียน ฬบฬ 454 กทม. ของนายวุฒิกรณ์ เบี้ยเลี่ยม หายไป มีภาพกล้องวงจรปิดที่มีคนร้ายลักษณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็ยังคงติดตามอยู่เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ไม่พอใจโดนจยย.ปาดหน้า หนุ่มซีอาร์วีเลือดร้อน-ไล่ยิงคู่กรณีเจ็บถึงบนโรงพัก

เมื่อเวลา 05.30 น.วันที่ 12 ก.ค. นายปรัชญา สุวรรณกุล อายุ 29 ปี หนุ่มพนักงานร้านอาหาร ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดไล่ยิงถึง 3 นัดซ้อน เหตุเกิดหน้าร้านสะดวกซื้อ ห่างจาก สภ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพียง 80 เมตร กระสุนถูกแขนซ้ายได้รับบาดเจ็บ จึงวิ่งหนีขึ้นไปบนโรงพักเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่คนร้ายยังตามขึ้นไปถึงบนโรงพักจนตำรวจเข้าห้ามปรามคนร้ายจึงหลบหนีไป  จากการสอบสวน นายปรัชญา เล่าเหตุการณ์ว่า ได้ขี่รถจักรยานยนต์จากตัวเมืองเชียงใหม่มุ่งหน้าไปทางอำเภอแม่ริม เมื่อถึงจุดกลับรถหน้ากองพลทหารราบที่ 7 ก็มีรถเก๋งฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี  กลับรถตัดหน้าตรงจุดดังกล่าว ย้อนไปทางตัวอำเภอแม่ริม ทำให้ตนต้องเบรกกระทันหันและเกิดความไม่พอใจจึงขี่จักรยานยนต์ตามไปไล่แซงรถยนต์คันดังกล่าว ทำให้ชายที่ขับรถยนต์ขับรถไล่ติดตาม

นายปรัชญาให้การว่า ตนจึงขี่รถจักรยานยนต์หนีและวนไปมาหลายรอบ แต่รถยนต์คันดังกล่าว ยังคงขับไล่ติดตามตลอด ตนจึงขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดหน้าร้านสะดวกซื้อ ใกล้กับโรงพักแม่ริม ซึ่งมีกล้องวงจรปิด แต่คนขับรถซีอาร์วีก็ยังขับตามมาและจอดรถก่อนจะลงจากรถใช้มือตบศรีษะตน  “ตอนนั้นผมเห็นว่าไม่ปลอดภัยจึงวิ่งหนี คนขับรถซีอาร์วีจึงได้ชักอาวุธปืนออกมายิงตามหลังผมถึง 3 นัด ต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก กระสุนปืนเฉียดแขนซ้ายได้รับบาดเจ็บ ผมจึงวิ่งขึ้นไปบนโรงพักขอความช่วยเหลือจากตำรวจ แต่คนร้ายยังตามขึ้นไปถึงบนสถานีตำรวจเพื่อจะทำร้าย ตำรวจจึงเข้ามาห้ามปราบปราม ก่อนที่ชายดังกล่าวจะหลบหนีไป”นายปรัชญากล่าว

พ.ต.ต.ตรีเพชร ป่าหวาย สว.สส.สภ.แม่ริม เผยว่า คนร้ายกระทำการอุกอาจมาก ถึงขั้นพกพาอาวุธปืนขึ้นมาถึงบนโรงพักเพื่อจะทำร้ายคู่กรณี เมื่อถูกห้ามปราบยังขับรถไปจอดรอนายปรัชญาอยู่บนถนนเพื่อจะเอาเรื่องอีก ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อออกหมายจับ ซึ่งตำรวจทราบข้อมูลของคนขับรถเลือดร้อนรายนี้แล้ว

ที่มา>>>ข่าวสด