เปิดใจคุณครูของ “น้องมุก” เด็กกตัญญู ปั่นซาเล้งเก็บขวดขายหาเงินเลี้ยงพี่น้อง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 ก.ค. 59 นางกัญญา มหาพิรุณ ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 คุณครูของน้องมุก เด็กหญิงดารุณี เสกอ่วม เด็กหญิงวัย 8 ขวบ ปั่นรถซาเล้งตระเวนเก็บขวดขายเอาเงินไปโรงเรียน น้องมุขอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 43/82 หมู่ 2 ต.สามโคก อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เป็นบ้านสองชั้นใต้ถุนโปล่ง พร้อมรถซาเล้งของน้องมุกคันสีฟ้า ซึ่งน้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่และยาย รวมถึงพี่น้องอีก 4 คน น้องมุกเป็นคนที่3ด้านนางกัญญา มหาพิรุณ ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กล่าวว่า น้องมุกได้หยุดเรียนบ่อยครั้ง เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องทุนการศึกษาและเงินที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้น้องมุกต้องหยุดเรียน ไปปั่นรถซาเล้งตากแดดตากฝน เป็นระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร เก็บของเก่าไปขายและนำเงินที่ได้มาเก็บไว้เป็นทุนการศึกษารวมถึงช่วยเหลือครอบครัว น้องมุกเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน มีความขยันและลายมือสวย ทำการบ้านมาส่งอย่างเสมอ และส่วนใหญ่จะทำได้ถูกต้อง ทั้งนี้ หลังจากที่มูลนิธิปวีณากับ พม.ได้เข้ามาช่วยเหลือน้องได้เปิดบัญชีในลักษณะของคณะครูไว้โดยทางครูจะไปเบิกเพื่อนำมาให้น้องมุกได้ใช้จ่ายเป็นค่าอาหารค่าขนมอุปกรณ์การเรียนของน้องมุกต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ร้านปักเสื้อขอนแก่นเงินสะพัด คนเอาชุด นร.เก่า มาแก้วันละร้อยตัว

ร้านปักเสื้อที่ขอนแก่น เงินสะพัดรับช่วงใกล้เปิดเทอม มีงานมาให้ทำกว่าวันละ 100 ตัว โดย 90% เป็นการแก้ไขเสื้อเก่าจากพี่สู่น้อง ขณะที่ยอดขายชุด นร.ใหม่ลดลง เพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ผู้ปกครองต้องประหยัดค่าใช้จ่าย…

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 พ.ค.2559 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจการเลือกซื้อเสื้อผ้าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน รวมไปถึงการให้บริการรับปักจักร เพื่อให้บริการแก่ผู้ปกครองและนักเรียน ในช่วงของการเปิดภาคเรียนประจำปี 2559 โดยพบว่าส่วนใหญ่ยังคงมีลูกค้ามาใช้บริการกันแน่นร้าน โดยเฉพาะร้านรับปักจักรที่เปิดให้บริการอยู่ริมถนนหน้าเมือง ก่อนถึงสี่แยกเตียวฮง (หน้าเมืองตัดศรีจันทร์) พบว่าผู้ปกครองจำนวนมากมายืนรอต่อคิวเพื่อขอรับบริการปักชื่อให้กับเสื้อนักเรียนของบุตรหลาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนที่กำลังจะมาถึง โดยจะมีการจองคิวล่วงหน้า แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต่างพากันจองคิวทิ้งไว้เพื่อให้แล้วเสร็จภายในวันเดียวนางสายสมร ผาหล้า อายุ 39 ปี เจ้าของร้านปักจักรขอนแก่นกล่าวว่า ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้ และเชื่อว่าจะไปจนถึงช่วงของการเปิดภาคเรียนที่โรงเรียนต่างๆ จะเปิดทำการเรียนการสอนในวันที่ 16 พ.ค.นั้น ผู้ปกครองต่างพากันนำเสื้อนักเรียนทั้งแบบเสื้อสีขาวและเสื้อพละ มารอรับบริการปักจักร ด้วยการปักชื่อ นามสกุล ชั้นปี รวมไปถึงอักษรย่อโรงเรียนและรหัสประจำตัวนักเรียนกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยต่อวันจะอยู่ที่วันละประมาณ 100 ตัว ทางร้านรับให้บริการทั้งหมด โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.30 น.ทุกวัน โดยให้บริการปักจักรแบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นการให้บริการที่รวดเร็ว สวยงาม และราคาไม่แพง

ส่วนอัตราการให้บริการจะไม่แตกต่างไปจากร้านอื่นๆ ที่เปิดให้บริการอยู่บริเวณใกล้เคียงมากนัก โดยสนนราคาอยู่ที่ปักชื่อ-นามสกุล อักษรย่อโรงเรียน ระดับชั้น และรหัสเลขประจำตัวนักเรียนทั้งด้านซ้ายและด้านขวา จะอยู่ที่ราคาตัวละ 50 บาท โดยลูกค้าจะต้องจองคิวและมีการนัดรับเสื้อ โดยการปักในลักษณะเช่นนี้จะเป็นเสื้อใหม่ทั้งหมด ใช้เวลาปัก 1 วัน สามารถมาติดต่อขอรับกลับคืนได้“ทางร้านยังคงให้บริการเลาะเสื้อเดิม คิดราคาตัวละ 20 บาท ซึ่งหากลูกค้านำเสื้อเก่าของพี่มาเลาะป้ายชื่อออกเพื่อให้กับน้อง ก็จะคิดราคาเพิ่มอีกตัวละ 20 บาท ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่ามากกว่าร้อยละ 90 ของลูกค้าที่มาใช้บริการกันนั้น จะเป็นการนำเสื้อเก่าของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเสื้อจากพี่สู่น้อง มาขอรับปักจักรเพิ่มขึ้น ทั้งนี้สาเหตุน่าจะเกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในระยะนี้ ประกอบกับต้องประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดภาคเรียน ที่จะต้องชำระเงินในด้านต่างๆ อีกจำนวนมาก ทำให้สิ่งใดประหยัดได้ก็ควรที่จะประหยัด” เจ้าของร้านปักจักรขอนแก่นกล่าว

ขณะที่ร้านแสงสุวรรณ ที่เป็นร้านจำหน่ายชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนรายใหญ่ของ จ.ขอนแก่น พบว่ามีผู้ปกครองนำบุตรหลานมาหาซื้อชุดนักเรียนจนแน่นร้านจนแทบไม่มีที่ยืน ทางร้านจึงต้องจัดระบบบัตรคิวและจัดแถวยาว สำหรับการให้บริการแก่ลูกค้าให้ครบทุกคน ซึ่งยอดขายในปีนี้ลดลงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และยังซื้อจำนวนน้อยลง อาจเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น โดยการซื้อขายชุดนักเรียนในปีนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองซื้อสินค้าแค่ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นซื้อเสื้อนักเรียนที่จำกัดการซื้อเหลือเพียง 1-2 ตัว ขณะที่บางคนเดิมที่เคยซื้อทั้งเสื้อและกางเกง หรือ กระโปรงยกชุด ก็จำกัดการซื้อลงเหลือเพียง 1-2 ชุดเช่นกัน สำหรับราคาชุดนักเรียนปีนี้ยังคงเท่ากับราคาที่ขายปีก่อน แต่จะมีเฉพาะอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ผ้าพันคอ เข็มขัด ถุงเท้า รองเท้า ที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย.

ที่มา>>>Thairath

พิษณุโลกยังอ่วม! ถูกพายุฤดูร้อนซัด โกดังข้าวเสียหายนับ 10 ล้าน

พายุฤดูร้อนยังโหมพัดกระหน่ำ สร้างความเสียหายหลายพื้นที่ของ จ.พิษณุโลก โดยเฉพาะที่ อ.บางระกำ โกดังข้าวถล่มเสียหายร่วม 10 ล้าน โรงเรียน บ้าน หลังคาเปิดหลายแห่ง ขณะที่ อ.เมือง บ้านพังเสียหายจำนวนมาก ทหารต้องเร่งเข้าช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลจากพายุลมกระโชกแรงเมื่อช่วงเวลาประมาณ 18.00-18.30 น. ของวันที่ 4 พ.ค.59 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้กับหลายพื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก วานนี้ ต้นไม้ริมทางหลวงหมายเลข 117 หรือ ถ.พิษณุโลก-นครสวรรค์ บริเวณหลัก กม. 10 ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ต้นไม้ริมถนนล้มขวางเส้นทางจราจร ได้มีการเคลียร์ออกไปช่วงค่ำวานนี้แล้ว ขณะที่เสาไฟฟ้าแรงสูงฝั่งขาเข้าตัวเมืองพิษณุโลก แรงลมได้พัดหักโค่นหลายสิบต้น ส่วนบ้านเรือนของประชาชนเสียหายมากที่สุดเกือบ 200 หลังคาเรือน ที่ ต.พันเสา อ.บางระกำพื้นที่หมู่ 2 ต.พันเสา อ.บางระกำ ได้รับความเสียหายหลังคาเปิดจำนวน 91 ครัวเรือน

พ.ท.บุริม เครือเป็งกุล ผบ.หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มทบ.39 นำกำลังพลลงไปช่วยประชาชนซ่อมแซมบ้าน เปิดเผยว่า ในส่วนของบ้านหมู่ 2 ต.พันเสา อ.บางระกำ ได้รับความเสียหายหลังคาเปิดจำนวน 91 ครัวเรือน และมี 1 ครัวเรือนของนายนเรศ สุขเมือง ที่ต้องรื้อทั้งหลังเพราะสร้างไว้ตรงกับร่องลมพอดี เจ้าของบ้านกลัวโดนพายุถล่มซ้ำอีก จึงร้องขอให้ช่วยรื้อทั้งหลัง สำหรับวัสดุอุปกรณ์นั้นทางเทศบาลตำบลพันเสาจะเป็นผู้สนับสนุน ในส่วนของทหารจะสนับสนุนด้านกำลังพล ส่วนที่โกดังข้าวเปรมศิริไรซ์ เลขที่ 111/1 หมู่ 2 บ้านวังเป็ด ต.บางระกำ อยู่ริมถนนพิษณุโลก-นครสวรรค์ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก แรงของลมได้พัดตัวอาคารโกดังเก็บข้าวเสียหายโดยสิ้นเชิงจำนวน 1 หลังโกดังข้าวเปรมศิริไรซ์ ถูกลมพัดอาคารที่สร้างใหม่ไว้สำหรับเก็บข้าวเปลือกเสียหายหมด

ภาพจากมุมสูง
ความเสียหายของโกดังข้าวผลจากพายุลมกระโชกแรง เมื่อมองจากมุมสูง

นายวิเชียร จาดเปรม อายุ 62 ปี เจ้าของโรงสีดังกล่าว เปิดเผยว่า ช่วงเกิดเหตุ ตนไม่อยู่ที่โรงสีแต่มีคนงานโทรไปบอกว่าได้เกิดลมพายุฝนกระหน่ำและมีลมกระโชกแรง ทำให้อาคารที่สร้างใหม่ไว้สำหรับเก็บข้าวเปลือกพังลงมาจนเสียหายทั้งหมด จึงได้รีบมาตรวจสอบ ก็พบว่าอาคารเสียหายทั้งหลัง นอกจากนี้บ้านพักและสำนักงานโรงสี ยังถูกพายุพัดกระหน่ำจนได้รับความเสียหายอีก เบื้องต้นคาดความเสียหายไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาทโรงเรียนคลองวัดไร่ ต.บางระกำ หลังคาก็หาย

ด้าน นายวิษณุ รักดี ผู้อำนวยการโรงเรียนคลองวัดไร่ ต.บางระกำ เผยว่า แรงลมได้หอบหลังคาของอาคารห้องสมุดและอาคารเรียนของชั้น ป.5 ปลิวหายไป และมีฝนตกใส่อุปกรณ์การเรียน สมุด หนังสือ และเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องได้รับความเสียหาย ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 200,000 บาท เช่นเดียวกับโรงเรียนบ้านท่าโก ต.บางระกำ ที่อยู่ใกล้กัน แรงลมได้พัดหลังคาอาคารเรียนชั้น 2 ของชั้น ป.5 หลังคาสังกะสีปลิวไปไกลกลางทุ่งนาร่วม 500 เมตร ทรัพย์สินภายในห้องเรียนได้รับความเสียหายจำนวนหนึ่ง รวมถึงบริเวณใกล้เคียง บ้านเรือนราษฎรในบ้านท่าโก อ.บางระกำ ได้รับความเสียหายหลายหลัง สำหรับเขต อ.เมืองพิษณุโลก ลมพายุฤดูร้อนทำให้บ้านเรือนเสียหายเบื้องต้น 48 หลังคา ประกอบด้วย หมู่ที่ 12 และหมู่ที่ 6 ต.วัดพริก 4 หลัง หมู่ 2 ต.งิ้วงาม 1 หลัง หมู่ที่ 10 ต.บ้านกร่าง 15 หลัง หมู่ที่ 10 ต.ท่าโพธิ์ 27 หลัง และหมู่ที่ 1 ต.หัวรอ 1 หลัง รวมทั้งหมด 48 หลัง กำลังพลจาก พล.ร.4 และ ม.พัน 9 กองทัพภาคที่ 3 ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนแล้ว.

ที่มา>>>Thairath