จิตอาสา! เกษตรกรพอเพียงที่แพร่ ช่วยเก็บเศษใบไม้ตามสะพาน กันท่อตัน

เมืองแพร่ ฝนตกน้ำท่วมขังบนสะพาน เกษตรกรจิตอาสา ช่วยกวาดใบไม้เศษขยะที่อุดตันช่องระบาย ช่วยน้ำไหลผ่าน ส่วนเศษใบไม้ ก็เอากลับไปทำปุ๋ยหมัก นายก อบต.เตรียมพิจารณาเสนอให้รางวัล โซเชียลแห่แชร์ภาพประทับใจ

ฮือฮาในเมืองแพร่ หลังมีภาพชายสูงอายุคนหนึ่ง กำลังเก็บเศษไม้ใบหญ้าที่อุดท่อระบายน้ำ ในขณะที่ฝนตกน้ำท่วมขังสะพาน มีคำบรรยายว่า ขอชื่นชมชาวนาสูงอายุที่สร้างความดีโดยไม่หวังตอบแทน ผู้สื่อข่าวได้พยายามสืบเสาะหา คนในภาพดังกล่าว จนกระทั่ง ทราบว่าภาพสะพานดังกล่าว เป็นสะพานข้ามแม่น้ำยมระหว่างบ้านทุ่งแล้งหมู่ที่ 3 และบ้านทุ่งแล้งหมู่ที่ 6 ต.ทุ่งแล้ง อ.ลอง จ.แพร่ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง นางระดับ คำเขียว นายก อบต.ทุ่งแล้ง อ.ลอง จ.แพร่ เพื่อขอทราบรายละเอียดของชาวคนตามภาพดังกล่าว ซึ่งได้รับการยืนยันจากนายก อบต.ทุ่งแล้ง ว่า ก็ได้เห็นภาพดังกล่าวแล้ว และสะพานที่เห็นจำได้ว่าเป็นสะพานที่อยู่ในเขตทุ่งแล้ง จึงได้ไปสอบถามจนทราบชื่อคนที่เก็บเศษใบไม้บนสะพาน คือนายแก้ว ตันศิริ อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32/5 บ้านปากจอก หมู่ที่ 3 ต.ทุ่งแล้ง อ.ลอง จ.แพร่

นายก อบต.ทุ่งแล้ง เล่าว่า  ได้สอบถามความเป็นอยู่และอาชีพ ทราบว่า นายแก้ว มีอาชีพเป็นชาวนา ทำนามาตลอด และเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก มีภรรยาชื่อนางจันทร์ตา ตันศิริ อายุ 60 ปี มีบุตร 2 คน คนโต ทำงานอยู่บริษัทแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ อีกคนเป็นหญิง ทำงานเป็นข้าราชการครู ลูกทั้งสองจบปริญญาทั้งคู่ ด้วยน้ำพักน้ำแรงในการทำนาทำสวนเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการทำการเกษตรพอเพียง ทุกคนขยัน ทำสวนทำนาด้วยการทำปุ๋ยใช้เองโดยไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมี โดยจะใช้ใบไม้ใบหญ้าไปหมักเป็นปุ๋ย ส่วนการทำสวน จะทำการผสมผสานมีทั้งพืชผักและผลไม้ ด้านนายแก้ว เปิดเผยว่า เหตุผลที่มาเก็บเศษใบไม้ใบหญ้าที่สะพาน เนื่องจากขับรถผ่านสะพานในหมู่บ้านหลายสะพานในช่วงฝนตกเห็นน้ำมันขังบนสะพานก็ลงไปดู พบว่ามีใบไม้เศษขยะไหลไปอุดตันตรงท่อระบายบนสะพาน จึงได้ลงไปเก็บออกให้หมด ก่อนเอาเศษใบไม้เหล่านั้นกลับไปทำปุ๋ยหมักที่ทำไว้ใช้ทุกวันนี้ และจะออกไปเก็บใบไม้เศษไม้ที่รกตามสะพายถนนเป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทางราชการได้ทราบประวัติความเป็นมา ของครอบครัวนายแก้ว ก็ได้นำประวัติดังกล่าวมาหารือกันเพื่อที่จะเสนอต่อทางอำเภอเพื่อเตรียมมอบรางวัลให้ จะเป็นรางวัลอะไรคงต้องรอทางอำเภอว่า จะพิจารณาอย่างไร.

ที่มา>>>Thairath

รายได้ดีกว่าทำนา เกษตรกรที่พัทลุง หันปลูกหญ้าแฝก

เกษตรกรบ้านค่ายไทย ต.ควนมะพร้าว อ.เมือง จ.พัทลุง เปลี่ยนพื้นที่นาข้าว มาปลูกหญ้าแฝก ปลูกเพียงครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 3-4 ปี สร้างรายได้ไร่ละร่วมแสนบาทต่อปี ซึ่งดีกว่าการทำนาหลายเท่า

วันที่ 5 มิถุนายน นายจำนรรจ์ เพ็งประไพ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 6 ต.ควนมะพร้าว อ.เมือง จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ตนเองประกอบอาชีพทำนา และทำสวนยางพาราแต่มาระยะหลังการทำนาไม่คุ้มกับการลงทุน เนื่องจากต้องใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช และค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ตนจึงได้ใช้พื้นที่ทำนาส่วนหนึ่งมาปลูกหญ้าแฝก เพื่อการจำหน่ายแทนการปลูกข้าวตั้งแต่ปี 2538 โดยได้รับการส่งเสริม และสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุงมาอย่างต่อเนื่องสำหรับการปลูกหญ้าแฝก เหมือนกับการทำนาดำทั่วไป ซึ่งจะเริ่มปลูกประมาณปลายเดือนตุลาคม โดยเริ่มจากการไถ การปรับพื้นที่ จากนั้นหาต้นกล้ามาปักดำ ระยะห่างระหว่างต้น และระหว่างแถว 50X50 เซนติเมตร หลังจากปักดำได้ประมาณ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย และเมื่ออายุได้ 6 เดือนต้นแฝกจะออกดอกพร้อมที่จะขุดจำหน่ายได้แล้ว ขณะนี้ตนได้นำพื้นที่ทำนาทั้งหมด 8 ไร่ มาปลูกหญ้าแฝก คาดว่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 1 แสนบาทต่อปี ซึ่งดีกว่าการทำนาหลายสิบเท่าด้าน นางจงจิตร ฤทธิ์ทอง อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 160 ม.16 ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกหญ้าแฝก กล่าวว่า ตนได้หันมาปลูกหญ้าแฝกแทนการทำนาข้าว มาตั้งแต่ปี 2538 เช่นเดียวกัน พร้อมกันนี้ ยังเป็นตัวแทนรวบรวมผลผลิตของเพื่อนเกษตรกรส่งจำหน่ายตามจังหวัดต่างๆ โดยจะมีการสั่งซื้อเข้ามาทั้งหน่วยงานราชการและภาคเอกชน ซึ่งแต่ละงวดจะส่งขายประมาณ 8 แสนต้น – 1 ล้านต้น จำหน่ายในราคาต้นละ 10 สตางค์ ขณะนี้ในหมู่ที่ 16 บ้านค่ายไทย ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง มีเกษตรกรปลูกหญ้าแฝก จำนวน 40 ราย เนื้อที่ประมาณ 230 ไร่ สำหรับการปลูกแฝกนั้นใช้น้ำน้อย ใช้เงินลงทุนน้อย ปลูกเพียงครั้งเดียว แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 3-4 ปี

ที่มา>>>Thairath

เกษตรกรกว่า 300 คนใน 7 ตำบล จ.อุตรดิตถ์ กล่าวคำสัตยาบันไม่เผาตอซัง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นำเกษตรกรกว่า 300 คน กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณจะไม่เผาตอซัง ในพื้นที่ 100,000 ไร่ เพื่อลดปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษ กระตุ้นจิตสำนึกหยุดการเผาตอซังในพื้นที่เกษตร ที่ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

วันที่ 10 พ.ค. 59 ที่แปลงข้าวโพด หมู่ 4 ต.แสนตอ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ นายอำเภอน้ำปาด พร้อมด้วย นายอดุลย์ศักดิ์ ไอยราช เกษตรอำเภอน้ำปาด และผู้นำท้องถิ่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เกษตรกร ใน 7 ตำบล ประกอบไปด้วย ตำบลแสนตอ ต.บ้านฝาย ต.น้ำไผ่ ต.น้ำไคร้ ต.เด่นเหล็ก และต.ท่าแฝก สถานีควบคุมไฟป่าต้นสักใหญ่ นำเกษตรกรกว่า 300 คนใน 7 ตำบล กล่าวคำสัตยาบันจะไม่เผาตอซัง ในพื้นที่ 100,000 ไร่ เพื่อลดปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษทางอากาศ และในโอกาสนี้ นายอำเภอน้ำปาด ได้ขับรถไถเพื่อไถกลบตอซังโดยไม่ต้องเผาอีกด้วยเนื่องด้วยอำเภอน้ำปาด เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประสบปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษทางอากาศที่อยู่ในรับดับรุนแรง สาเหตุหลักมาจากเกษตรกรเผาตอซังในที่โล่ง ทั้งในพื้นป่าและพื้นที่เกษตรกรซึ่งการเผาดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน รวมทั้งส่งผลเสียต่ออาชีพการเกษตรโดยตรง กล่าวคือ ทำให้ดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าควรเป็น

ทั้งนี้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมอบหมายให้กระทรงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบดำเนินการควบคุมในพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะไร่ข้าวโพด ที่ชาวเกษตรกรอำเภอน้ำปาดส่วนมากจะปลูกข้าวโพดกันเสียส่วนใหญ่และทางเกษตรยังมีการอบรมให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ตามมาตรการของรัฐบาล” นายสมลักษ์ นายอำเภอน้ำปาดกล่าวนายอดุลย์ศักดิ์ ไอยราช เกษตรอำน้ำปาด กล่าวว่า เกษตรอำเภอน้ำปาด เพื่อเกิดการเผยแพร่ข้อมูล ประชาสัมพันธ์ กระตุ้นจิตสำนึกหยุดการเผาตอซังในพื้นที่เกษตร สร้างความรู้ความเข้าใจและปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรมุ่งสู่การทำการเกษตรปลอดเผาตอซังในพื้นที่เกษตร สนง.เกษตรอำเภอน้ำปาด จึงได้จัดให้มีงานรณรงค์และสาบานลดการเผาตอซังในพื้นที่เกษตร ขึ้นในวันนี้โดยขอความร่วมมือของทุกภาคส่วนและยังได้รับเกียรติจากนายอำเภอน้ำปาดมาเปิดงานในครั้งนี้อีกด้วย

ที่มา>>>Thairath

แสนสำราญ เจ้าทุยลงแช่ปลัก! ชาวนาใจดี ลงทุนสูบน้ำให้คลายร้อน

ชาวนาที่นครสวรรค์ นอกจากตัวเองต้องเดือดร้อนจากภัยแล้ง น้ำแห้งขอด ซ้ำอากาศร้อนจัด ควายที่เลี้ยงไว้ 1 ฝูง ยังออกอาการหงุดหงิด ไม่มีปลักโคลนให้ลงแช่ ตัดสินใจลงทุนสูบน้ำบาดาลสร้างเป็นปลักชั่วคราวให้เจ้าทุย ได้ลงแช่กันเป็นที่สำราญ…

วันที่ 25 เม.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือในพื้นที่ ต.ลาดยาว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ รายหนึ่ง ชื่อนายอุดม พิลึก ได้ลงทุนสูบน้ำบาดาลทำปลักโคลนให้กับกระบือที่เลี้ยงไว้จำนวน 7 ตัว ได้คลายร้อนและลงนอนแช่ปลัก หลังจากสภาพอากาศในพื้นที่ ร้อนอบอ้าวติดต่อกันหลายวัน ขณะที่ภัยแล้งในปีนี้ ทำให้แหล่งน้ำที่มีอยู่แห้งขอดนายอุดม พิลึก เกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ กล่าวว่า ในพื้นที่ประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก แหล่งน้ำตามธรรมชาติตามคลอง หนอง บึง ที่กระบือเคยนอนแช่ปลักก็ไม่มีเหลือ ประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้กระบือที่เลี้ยงไว้เกิดเครียด มีอาการดุร้าย และหงุดหงิด จึงต้องแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาและปล่อยทิ้งไว้ เพื่อให้กระบือได้นอนแช่อยู่ในปลักโคลนอย่างที่มันชอบ

“จะสังเกตได้ว่าหลังจากควายลงไปแช่อยู่ในปลักโคลนเป็นเวลานานๆ เมื่อคลายร้อนได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็จะขึ้นมากินหญ้าอยู่ในบริเวณใกล้ๆ แล้วลงไปแช่ในปลักโคลนอีก ซึ่งการได้แช่ปลัก ทำให้พวกมันคลายเครียดได้เป็นอย่างมาก” นายอุดม กล่าว. 

ที่มา>>>Thairath

พท. ไม่เห็นด้วย เก็บภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ชี้ ศก.ยังแย่

‘เพื่อไทย’ ไม่เห็นด้วย เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในตอนนี้ ห่วงเพิ่มภาระให้ประชาชน เหตุ เศรษฐกิจย่ำแย่ จนมีข่าวอาจมีการปรับเปลี่ยน รมต.บางกระทรวง

วันที่ 21 เม.ย. นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ไม่เห็นด้วยกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่จะนำ พ.ร.บ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาจัดเก็บ เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ได้ส่งผลกระทบกับประชาชนในทุกระดับชั้นจนพูดกันไม่ออกแล้ว โดยเฉพาะเกษตรกร ที่ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง และการช่วยเหลือจากรัฐยังไม่เพียงพอ อีกทั้งการค้าขายยิ่งฝืดเคือง โดยเห็นได้จากหนี้เสียในระบบธนาคารของบริษัท SME ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจะส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารในอนาคตได้ รายได้ของผู้ใช้แรงงานก็ลดลงมาก เพราะไม่มีโอที รายได้ของทุกบริษัทลดลง ซึ่งหากรัฐบาลมาเพิ่มภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับประชาชนอีก ประชาชนจะไม่สามารถรับได้ แม้ว่ารัฐจะลดภาษีเงินได้บุคคลให้กับประชาชนแล้วก็ตาม เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบอาจจะเป็นคนละกลุ่มกับผู้ที่ได้รับประโยชน์

ภาษีที่ดิน

ที่ผ่านมา การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ผลเท่าที่ควร อาจถึงขั้นล้มเหลว และเริ่มมีการปล่อยข่าวลือว่าอาจมีการปรับเปลี่ยน รมต.บางกระทรวงหลัก ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งภายใน เป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจเละถึงกับจะหาแพะกันแล้ว และยังมีข่าวในทางลบกระจายออกไปทั่วโลก ยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดลงไปอีก จึงอยากให้รัฐบาลได้ทบทวน อย่าได้เพิ่มภาระให้กับประชาชนในช่วงนี้ เพราะทุกวันนี้ก็จะลำบากมากอย่างแสนสาหัสและไม่สามารถหาทางออกกันได้แล้ว

ที่มา>>>Thairath

พลิกมุมสู้ฉลุยโลด! เกษตรกรหญิงทำนาปรังเจ๊ง หันปลูกมะเขือเทศพันธุ์เด็ด รายได้งามโกยวันละ 2 พัน

มะเขือเทศ1

เกษตรกร ตำบลนาตงวัฒนา ตำบลบ้านแป้น อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร ประสบปัญหาเพลี้ยระบาดข้าวนาปรัง ทำการไถกลบหันมาปลูกมะเขือเทศพันธุ์อิหล่า พืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ลงทุน 5 พันบาท ในพื้นที่ 4 ไร่ ปลูกเพียง 2 เดือน เก็บผลผลิตรายได้งามวัน ละ 2,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศใน จ.สกลนคร ช่วง 3-4 วัน ที่ผ่านมา อุณหภูมิสูงเฉลี่ย 37-38 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัว ตามมาด้วยปัญหาภัยแล้งที่คืบคลานมาพร้อมกัน ส่งผลให้แหล่งน้ำทางการเกษตรแห้งขอด กระทบไปทุกหย่อมหญ้า เกษตรได้รับผลกระทบจากการเพาะปลูก และการเลี้ยงปศุสัตว์ ต้องต่างพากันปรับตัวสู้กับสถานการณ์ โดยเฉพาะข้าวนาปรังปีนี้เสียหายหมดกลายเป็นพื้นที่โล่งให้เห็น บางรายปล่อยที่นาทิ้งไว้รอฤดูฝนทำนาปี แต่ส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนหารายได้เลี้ยงชีพ เช่นกัน กับเกษตร ใน ต.นาตงวัฒนา อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร ต่างพากันหันมาปลูกมะเขือเทศส่งขายโรงงานในช่วงแล้งนี้

นาง เพชรมณี โพธิ์บุญเรือง อายุ 43 ปี เกษตรกร บ.นาตงใหญ่ กล่าวว่า ตนประสบปัญหาทำนาปรัง เนื่องจากขาดน้ำและประสบปัญหาเพี้ยระบาด พยามแก้ไขแล้วแต่ดูท่าจะไม่ไปรอด จึงไถกลบหันมาปลูกมะเขือเทศรวมกับกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นๆ แล้วติดต่อโรงงานมาตั้งจุดรับซื้อในตำบล สำหรับมะเขือเทศเป็นพันธุ์อิหล่า (มข.0.2) เป็นพันธุ์ที่นิยมนำไปผลิตเป็นซอสมะเขือเทศ โดยเริ่มแรกลงทุนเพียง 5,000 บาท เพาะปลูกในพื้นที่ 4 ไร่ ปลูกมาตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีก่อน ดูแลง่าย โตเร็ว น้ำหนักเยอะ ใช้น้ำน้อย ทนโรค ตอนนี้ สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยมะเขือเทศที่ส่งขาย ผู้รับซื้อจะมารับซื้อ ในราคา กิโลกรัมละ 2.70 บาท ใน 1 วันตนและครอบครัว จะเก็บมะเขือเทศ ได้ 900-1,000 กิโลกรัม รายได้เฉลี่ย 1,500-2,000 บาท ต่อวัน

นาง เพชรมณี โพธิ์บุญเรือง กล่าวอีกว่า น้ำเพาะปลูกใช้น้ำจากลำห้วยตง เดิมเจอสภาพน้ำตื้นเขิน สูบน้ำมารดมะเขือเทศไม่ได้เพราะมีวัชพืชจำนวนมาก แต่เมื่อนายเอกภพ โสภณ นายอำเภอโพนนาแก้วและชาวบ้าน ได้ช่วยกันทำการมาช่วยกันขุดลอก ตอนนี้ทำให้น้ำไหลสะดวกและมีน้ำเพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะเก็บผลผลิตมะเขือเทศโดยมีน้ำจากลำห้วยตงไปจนถึงปลายเมษายน ซึ่งก่อนการขุดลอก คิดว่าจะสามารถมีน้ำเพาะปลูกภายในสิ้นเดือน มี.ค.เท่านั้น

มะเขือเทศ2

ที่มา>>>sanook new