“ครูปอ” ร้องทุกข์ถูกเพจเถื่อน นำรูป-ประวัติไปแอบอ้างว่าเป็นฆาตรกรฆ่าคนตาย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 ก.ค. ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” รับแจ้งจาก น.ส.พนิดา ยาทองไชย หรือคุณครูปอ อายุ 27 ปี ครูภาษาไทย ร.ร.บ้านโพนแพง (เจียรวนนท์อุทิศ 5) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เขต 1 ต.โพธิไพศาล อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนครสกลนคร ว่าถูกนำรูปภาพไปแอบอ้างใส่ร้ายว่าเป็นฆาตกรฆ่าปาดคอชาวต่างชาติ และล่าสุดถูกทางการสั่งจำคุกเป็นเวลา 4 ปี โดยลำดับเหตุการณ์ว่า ก่อนหน้านี้เพจ “สมาคมครูหน้าตาดี แห่งประเทศไทย” ในสื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊ก ได้นำรูปภาพพร้อมประวัติของตนไปเผยแพร่ ต่อมาเว็บไซต์แห่งหนึ่งได้นำรูปและรายละเอียดของตนที่เผยแพร่อยู่ในเพจสมาคมครูหน้าตาดีฯ ไปจัดอันดับ 10 คุณครูน่ารักอีก ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยคิดมากเพราะไม่ใช่เรื่องเสียหาย จนกระทั่งวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ญาติได้ส่งข้อความมาบอกว่าเห็นรูปตนถูกแชร์ต่อๆ กันอย่างกว้างขวางในเฟซบุ๊กว่าเป็นฆาตกรฆ่าคนตายครูปอ เล่าต่อว่า เมื่อเข้าไปดูก็พบว่าเป็นรูปเดียวกันกับที่เคยลงในเพจข้างต้น โดยต้นข่าวมาจากเพจปลอมที่นำชื่อเว็บไซด์ข่าวหนังสือพิพม์ฉบับหนึ่งมาแอบอ้าง พร้อมพาดหัวข่าวว่า “ตัดสินแล้ว! จำคุก 4 ปี ครูสาวฆ่าปาดคอพม่าที่จะข่มขืน อ้างไม่ขึ้น! ป้องกันตัว” ซึ่งเพจข่าวปลอมได้เต้าข่าวว่าตนเป็นครูสอนภาษาไทยสังกัดโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ก่อเหตุใช้มีดปังตอฟันต้นคอคนงานก่อสร้างสัญชาติพม่าจนเสียชีวิตภายในบ้านพักครูหลังโรงเรียน โดยระบุว่าตนได้อ้างกับทางการว่าเป็นการป้องกันตัว แต่เนื่องจากหลักฐานจากกล้องวงจรปิดไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา และถูกตัดสินจำคุกทันทีเป็นเวลา 4 ปี“อ่านแล้วรู้สึกตกใจอย่างมาก เนื่องจากเราไม่ได้เป็นคนทำ และการที่เพจปลอมดังกล่าวนำรูปและข้อมูลจริงของเราที่ปรากฏในเพจสมาคมครูหน้าตาดี ไปโยงกับคดีฆาตรกรรมอาจทำให้คนที่รู้จักเราหลงเชื่อในข้อมูลเท็จได้ จึงปรับทุกข์กับคนรู้จักหลายๆ คน โดยส่วนแนะนำให้แจ้งความดำเนินคดี จึงตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองสกลนคร ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา เพราะรู้สึกว่าเราเสื่อมเสียชื่อเสียง และนอกจากตัวเราจะเป็นทุกข์แล้ว ครอบครัวญาติพี่น้องยังต้องมาเป็นทุกข์ไปกับเราด้วย” น.ส.พนิดา กล่าวและว่า โดยวันนี้จะเดินทางไปสภ.เมืองสกลนครอีกครั้ง เพื่อติดตามความคืบหน้า และนำหลักฐานที่รวบรวมมาเพิ่มเติมส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้สืบสวนสอบสวนติดตามตัวผู้ที่เอารูปและข้อมูลตนไปแอบอ้างมาดำเนินคดีต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากรับเรื่องจากน.ส.พนิดาเสร็จ ได้สืบค้นเข้าไปที่เพจ “สมาคมครูหน้าตาดี แห่งประเทศไทย” ก่อนพบว่าตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางแอดมินได้นำรูปเพจปลอมมาแชร์พร้อมระบุว่าเป็นข่าวปลอม ขอให้เพื่อนครูและแฟนเพจช่วยกันกระจายข่าวให้หยุดแชร์ต่อ

วันเดียวกัน ครูปอได้เดินทางเข้าแจ้งความ ต่อ ร.ต.อ.อำนวย จำปาโพธิ์ ร้อยเวร สภ.เมืองสกลนคร  เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่นำรูปตนเองไปเผยแพร่ว่าเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมในโลกโซเชียล โดยน.ส.พนิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากฝากถึงผู้ที่ชอบใช้ไลน์ ใช้เฟซบุ๊ก ว่า บางครั้งก็อาจทำให้คนอื่นเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัว การจะโพสต์หรือแชร์อะไรก็ต้องคิดให้ดีก่อน ขอให้เรื่องครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์ให้กับคนอื่นๆ สำหรับตน ตอนนี้แทบจะปิดโทรศัพท์หนีเพราะมีการโทรมาสอบถามจนปวดหัวแล้ว รับว่ามีผลกระทบมาก เพราะไม่ใช่เรื่องจริง คนอยู่ใกล้ตัวพอชี้แจงได้ แต่คนที่อยู่ไกลตัวเราจะแก้ไขทำให้เขาเข้าใจอย่างไร ชาวพม่าก็ไม่เคยรู้จัก แล้วจะไปฆ่าเขาได้อย่างไร คิดว่าคนที่ทำแบบนี้ขึ้นมาเขาฆ่าหนูแล้ว…

ที่มา>>>ข่าวสด

ทีม “คนค้นฅน” ระทึก โดนฆ้อนขว้างใส่กระจกแตกยับกลางวันแสกๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ “คนค้นฅน” ได้แชร์เรื่องราวผ่านเฟซบุ๊ก ถึงเหตุการณ์ถูกฆ้อนขว้างกระจกรถซึ่งเหตุเกิดขึ้นที่ จ.อยุธยา โดยระบุว่า “ตลอดระยะเวลาการทำงานของพวกเราทีมงาน “คนค้นฅน” ตั้งแต่เริ่มต้นออกอากาศมาวันที่ 1 เมษายน 2546 จนมาถึงวันนี้ก็ 13 ปี ขึ้นปีที่ 14 แล้ว ถ้าหากจะนับเป็นตอนก็เกือบ 700 ตอนที่ออกอากาศมา พวกเราขึ้นเหนือ ล่องใต้ ตะเวนอีสาน ผ่านไปค้นตะวันตกตะวันออก ภาคกลางก็ไม่เว้น เรียกได้ว่าไปทุกจังหวัดทุกอำเภอ เพื่อค้นหาคนดี คนเล็กๆ คนชายขอบ ที่อาจจะไม่มีใครมองเห็น นำมาเพื่อถ่ายทอดให้คุณผู้ชมได้เห็นคุณงามความดีของเขาเหล่านั้นพวกเราทำงานอย่างทุ่มเท เหนื่อยยาก ตรากตรำ และอดทน เฝ้าติดตามถ่ายทำเพื่อถ่ายทอดและค้นหา “พลังแห่งความดี” จากทั่วประเทศมาโดยตลอด และในเช้าวันนี้ก็เช่นเดียวกัน เราออกเดินทางจากบริษัทเพื่อไปทำหน้าที่อย่างทุกครั้ง แต่สิ่งที่พวกเราได้รับเมื่อเช้านี้ที่เริ่มต้นออกเดินทางเพื่อไปทำงานที่พวกเรารัก ในเวลาเกือบ 10:00 น. ของวันที่ 4 ก.ค. 2559 ขณะออกเดินทางบนถนนสายเอเซียมุ่งหน้าไปนครสวรรค์ บริเวณจังหวัดอยุธยา รถทีมงานได้ถูกฆ้อนเหล็กขนาดพอเหมาะปาเข้าอย่างจังเข้าทางด้านซ้ายของรถ ตรงกระจกที่นั่งด้านหลัง ที่มีทีมงานทั้งหมด 3 คน คือ คนขับรถ ช่างภาพ และครีเอทีฟ นั่งอยู่บนรถได้ยินแต่คนพูดว่า “โชคดีไม่เป็นอะไร” เยอะเหลือเกิน แต่ถ้าหากคำว่า “โชคร้าย” มาเคาะประตูกระจกล่ะ?? ถ้าเหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่เห็น จะเกิดอะไรขึ้น คนขับรถ ที่มีลูกน้อยวัยเตาะแตะเฝ้ารอพ่อกลับมาหาที่บ้านต่างจังหวัด ช่างภาพ ที่มีพ่อแม่รอคอยอยู่ที่บ้าน เพื่อรอลูกกลับมากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา ครีเอทีฟ ที่มีสามีและลูกน้อยวัยกำลังน่ารัก ส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาทางสายโทรศัพท์บอกแม่รีบกลับมาหาหนูนะ หลายชีวิตเฝ้ารอการกลับมาของคนที่รัก?ไม่ว่าคุณ (คนที่ปา) จะเป็นใคร จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ขอร้องเถอะ คิดให้มากๆ มีสติกับสิ่งที่จะทำ มันไม่มีผลดีอะไรตามมาเลย คงมีแต่ความสูญเสียเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หยุดซะนะ ถือว่าขอร้อง กราบบบบบบ”  ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า จะเกิดขึ้นจากสิ่งของหล่นจากรถบรรทุกมาโดนได้หรือไม่ ซึ่งทีมงานได้ตอบไว้ว่า “น่าจะไม่ใช่การหล่นค่ะ เพราะมันลอยข้ามรถเก่งด้านซ้ายจนมาโดนรถทีมงานที่อยู่เลนกลาง”

สำหรับเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณทางแยกเข้าตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา แยกไปทางศูนย์จำหน่ายรถยนต์ โดยที่เกิดเหตุอยู่ กม 24 ต.บ้านกรด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา พบเพียงเศษชิ้นส่วนของกระจกรถยนต์ โดย สภ.บางปะอิน ทราบเรื่องและออกหาข่าวประสานกับผู้เสียหายแล้ว

นางอุษา เชิดฉันท์ อายุ 40 ปี ครีเอทีฟรายการคนค้นตน ที่โดยสารมากับรถดังกล่าวทราบว่ากำลังจะเดินทางไปราชบุรี โดยมากัน 3 คน ช่างภาพกับคนขับอยู่ด้านหน้า ส่วนตนเองอยู่ข้างหลังนั่งตรงกลาง เมื่อมาถึงบริเวณแยกถนนสายเอเชีย ซึ่งรถอยู่ช่องกลาง มองเห็นด้านขวามีรถยนต์และซ้ายมือมีรถบรรทุกจอดอยู่ จากนั้นได้ยินเสียงคล้ายของแข็งกระทบกระจกซ้ายดังมาก จึงวิ่งต่อไปอีก 200 เมตรจอดดูรถก็พบกระจกแตกแล้ว จึงวนไปเปลี่ยนกระจกที่ร้านซึ่งอยู่อีกฝั่งของถนน ก่อนที่จะวนรถกลับมาที่เดิมและพบค้อนตกที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากทางไหน อย่างไรก็ตามจะได้เข้าแจ้งความที่ สภ.บางปะอิน วันที่ 6 ก.ค. นี้เพื่อสืบหาเจ้าของค้อนต่อไป

ขอบคุณ สำนักข่าวไทย ,คนค้นฅน

ที่มา>>>ข่าวสด

แชร์สนั่น-แห่ชื่นชม! ด.ช.ฝ่าพายุฝนเก็บธงชาติ ผอ.โรงเรียนปลื้มลูกศิษย์สำนึกไทย

วันที่ 20 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวโซเชี่ยล จ.อ่างทองต่างชื่นชมและแชร์ภาพจากเฟซบุ๊กที่ระบุชื่อ “Suriya Charoen” หลังโพสต์รูปเด็กนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาของโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ต.บ้านอิฐ อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง กำลังเดินฝ่าสายฝนเก็บธงชาตินับ 10 อันที่หักโค่นจากป้ายของโรงเรียน และปลิวตกลงมาบนพื้นถนน หลังจากเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาเกิดลมฝนพัดอย่างแรง ทำให้ธงพร้อมเสาที่ปักไว้ตามริมถนนและบริเวณทางเข้าโรงเรียน หักร่วงระเนระนาด เสาหักลงมาร่วงอยู่ตามถนนจำนวนมาก โดยผู้โพสต์ระบุว่า “นับถือใจเด็กคนนี้จริงๆครับ..!!วันนี้ที่โรงเรียนฝนตกหนักมากจนธงที่ปักอยู่ข้างบนป้ายหักลงมาจำนวนมาก เวลาผ่านไปนานรถหลายๆคันก็ขับผ่านไปมาเหยียบยํ่าธงชาติไทยเรากลางสายฝน จนกระทั่งมีเด็กคนนึงเดินมาเก็บธงในขณะที่ฝนตกหนักและฟ้าก็แรงมากๆ #แสดงให้เห็นถึงความรักความเคารพต่อประเทศชาติไทย” ต่อมาผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายวัฒนชัย พันธุพร ผู้อำนวยการโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ซึ่งระบุว่า หลังทราบข่าวก็สั่งให้ครูตามหาเด็กนักเรียนคนดังกล่าวแล้ว วันรุ่งขึ้นจะเชิญตัวมาประกาศเชิดชูการมีจิตสำนึกความเป็นไทย รวมทั้งการทำความดี นับเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของโรงเรียนเราเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา>>>ข่าวสด

แชร์ว่อน แท็กซี่ใจร้อน กระโดดเหยียบฝากระโปรงรถก่อนขับรถดันคู่กรณี(คลิป)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแชร์คลิปจากสมาชิกเฟซบุ๊ก “ร้านสวยถูกดี ขายส่งเสื้อผ้า ยกกระสอบ” โดยผู้โพสต์ระบุว่า เหตุการณ์เกิดที่บริเวณอ่อนนุช 30 พร้อมเขียนข้อความว่า หลังจากส่งคุณลูกไปโรงเรียนเสร็จเวลา 7.30น เจอแท็กซี่ใจร้อน? สงสารเด็กครับ”

14661331151466133520l

โดยภาพจากคลิปดังกล่าว เห็นว่ารถทางตรงคันสีขาวอยู่ในเลนตัวเอง ส่วนแท็กซี่สีชมพูนั้นต้องการจะเลี้ยวเข้าซอยด้านขวา ในขณะที่รถคันสีขาวเกือบจะพ้นซอยแล้วทำให้แท็กซี่ไปไม่พ้น โดยในช่วงต้นคลิปจะเห็นได้ว่า แท็กซี่ได้อุ้มเด็กคนหนึ่งลงมาด้วยและถีบที่ข้างรถ ก่อนส่งขึ้นรถไป จากนั้นคนขับแท็กซี่ก็ได้ลงมากระโดดเหยียบกระโปรงรถคันสีขาว ทำให้คนขับรถคันสีขาวซึ่งลักษณะเป็นชาวต่างชาติ ลงมาจากรถยืนขวางไว้ก่อนที่จะโดนแท็กซี่ขับดันชนไปเรื่อยๆ และลงมามีปากเสียงกันอีกครั้ง ก่อนที่แท็กซี่จะขับรถไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ฮือฮา! ฉลามวาฬโผล่ว่ายหยอกล้อเรือประมงกลางอ่าวใกล้แหลมพรหมเทพ (คลิป)

 เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก “ในเล ชาวเล ป่าตอง” โพสต์คลิปความยาวกว่า 1.50 นาที ไปยังเพจ “ร้องเรียน แจ้งข่าวสาร แสดงความคิดเห็นกับเพจเสียงประชาชน คนภูเก็ต”ซึ่งเป็นภาพฉลามวาฬขนาดใหญ่ กำลังว่ายน้ำวนเวียนอยู่ข้างเรือหางยาวของชาวประมง ที่ออกหาปลาบริเวณอ่าวใกล้แหลมพรหมเทพ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ระบุสถานที่ Prom Thep Cape, Phuket, Thailand โดยในภาพเป็นเจ้าฉลามวาฬกำลังว่ายเล่นอยู่กับผู้คนบนเรือประมงไปมา ซึ่งไม่มีความกลัวผู้คนแต่อย่างใด ขณะเดียวกันผู้คนหรือชาวประมงบนเรือ ก็ไม่คิดที่จะทำร้ายเจ้าฉลามวาฬตัวนี้เช่นกัน เพียงแต่มีการหยอกล้อให้กระโดดลงไปขี่เล่น แต่ก็ไม่มีผู้ใดทำ จากนั้นมีผู้คนในโลกโซเซียล ต่างแชร์คลิปฉลามวาฬดังกล่าวกันอย่างแพร่หลาย พร้อมกับมีแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย เช่น อ่าวภูเก็ตยังคงมีความงดงามและเต็มไปด้วยสรรพสิ่งต่างๆ บางคนคาดว่าอ่าวดังกล่าวยังคงมีความสมบูรณ์ ทำให้ฉลามวาฬว่ายหากินฝูงปลาและแพลนตอนต่างๆ โดยคลิปดังกล่าวระบุถ่ายไว้เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ที่มา>>>ข่าวสด

ตร.อุบลฯ จับผัวโหดทารุณเมียแบบคอมโบ สากตี บุหรี่จี้ตัว แถมจะยืนฉี่ใส่

(ภาพจาก จ.ส.ต.ยุทธพล ศรีสมพงษ์ ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป.)

ตร.อุบลฯ นำหมายจับรวบตัวหนุ่มสิบล้อวัย 34 ปี หลังก่อเหตุใช้สากทุบที่หัวและลำตัวเมียจนแตก ก่อนใช้บุหรี่จี้ตัวจนสลบ ฟื้นมายังจะยืนฉี่ใส่ เอาไม้กวาดตีขา และกักขังไว้ในบ้าน แต่หนีออกมาให้คนช่วยได้ และเข้าแจ้งความ จน ตร.ตามจับได้…

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 26 พ.ค.59 พ.ต.ต.โสภณ ประดา สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุบลราชธานี เผยว่า วันที่ 22 พ.ค.2559 ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่บ้านพักเลขที่ 262 หมู่ 16 ต.ไร่น้อย อ.เมืองอุบลราชธานี จึงรุดไปตรวจสอบ โดยผู้บาดเจ็บถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล 50 พรรษา วชิราลงกรณ ต.ไร่น้อย แล้วทราบชื่อคือ นางสาวเวียงไพร เครือทอง อายุ 37 ปี อยู่บ้านพักดังกล่าวข้างต้น ให้การว่าผู้ที่ทำร้ายตนคือ นายอิทธิพล หมู่ทอง อายุ 34 ปี สามี ที่จดทะเบียนอยู่กินกันมากว่า 6 ปี ทำงานรับจ้างขับรถสิบล้อ และมีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน อายุ 5 ขวบ โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงเช้ามืด ของวันที่ 22 พ.ค. ขณะที่ตนนอนพักผ่อนอยู่ นายอิทธิพล หรือหนุ่ย สามีได้ปลุกตนให้ตื่นขึ้นมาพร้อมบอกว่าเห็นภาพชายอื่นในเฟซบุ๊กของตน และเข้าใจว่าตนเป็นชู้กัน จึงใช้สากตำพริกมาทุบตีตนทั้งที่ศีรษะและตามร่างกาย จนหัวแตก ใช้บุหรี่จี้ตามตัวจนตนสลบไป ก่อนนายหนุ่ยจะฉี่รดตนจึงฟื้นขึ้นมาอีกรอบ และให้ตนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ นายหนุ่ยได้ใช้ด้ามไม้กวาดตีที่ขา ศีรษะ และใช้บุหรี่จี้ตามร่างกายอีกรอบ ตนพยายามร้องขอออกไปพบแพทย์ แต่นายหนุ่ยไม่ยอม กักขังตนไว้ในบ้านพัก

กระทั่งถึงเช้า ประมาณเวลา 06.00 น. ของวันที่ 22 พ.ค.2559 นายหนุ่ยบอกให้ตนเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า จะพาตนกับลูกไปด้วย โดยบอกจะฆ่าให้ตาย แต่พอนายหนุ่ยเปิดประตูบ้านได้ตนรีบวิ่งหนีไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน พานำส่งรักษาที่โรงพยาบาลแพทย์ทำการรักษาบาดแผลศีรษะแตกเย็บ 4 เข็ม กระดูกนิ้วแตก ตามร่างกายมีรอยฟกช้ำหลายจุด ส่วนนายหนุ่ยสามีขับรถสิบล้อหลบหนีไป โดยนำบุตรสาวไปด้วยหลักฐาน สามีทำร้ายร่างกายภรรยาแบบทารุณ จนตร.ติดตามกับกุมตัวได้

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายศาลจังหวัดอุบลราชธานี เลขที่ จ 125/2559 ลงวันที่ 26 พ.ค.59 โดยหลังศาลอนุมัติหมายจับแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันนี้ (26 พ.ค.) จ.ส.ต.ยุทธพล ศรีสมพงษ์ ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. (เจ้าของฉายา จอนนี่มือปราบอินดี้) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี สนธิกำลังนำหมายศาลเข้าจับกุมนายอิทธิพล หมู่ทอง ขณะหนีกลับบ้านเกิดที่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ ในร่างกาย ก่อนนำส่ง พ.ต.ต.โสภณ ประดา สว.(สอบสวน) ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

รักไม่จำกัดเพศ!! นักธุรกิจเมืองผู้ดี หอบสินสอดกว่า 5 ล. วิวาห์หนุ่มไทย

หนุ่มนักธุรกิจเมืองผู้ดีวัย 35 ข้ามน้ำข้ามทะเลหอบสินสอดกว่า 5 ล้านบาทมายังปราจีนฯ ตัดสินใจแต่งงานกับหนุ่มไทยวัย 29 อดีตพนง.โรงงาน หลังรู้จักทางเฟซฯ คบหาดูใจกว่า 1 ปี วางแผนใช้ชีวิตร่วมกันที่ประเทศอังกฤษ…

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ พิธีมงคลสมรสหนุ่มชาวอังกฤษยกขันหมากมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท มาสู่ขอหนุ่มคนไทยที่ ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เมื่อเดินทางไปบ้านเลขที่ 81 หมู่ 9 ต.เมืองเก่า พบว่า กำลังมีการประกอบพิธีมงคลสมรส ระหว่าง MR.CARL EDEN (คราล อีเดน) อายุ 35 ปี อาชีพประกอบธุรกิจส่วนตัวในประเทศอังกฤษ กับนายชัยวรฤทธิ์ วิถาวร หรือ Tony อายุ 29 ปี อดีตพนักงานโรงงานแห่งหนึ่ง

ภายในพิธีงานมงคลสมรส มีการจัดพิธีแบบไทยทั้งหมด ในส่วนของสินสอดนั้น ประกอบไปด้วยทองรูปพรรณ เงินสด บ้านพร้อมที่ดิน รถยนต์ รวมมูลค่ากว่า 5,000,000 ล้านบาท หลังจากเสร็จพิธีสงฆ์ในช่วงเช้า ก็มีพิธีแห่ขันหมากได้เข้าพิธีสวมแหวน พร้อมทั้งผูกข้อมือตามลำดับ ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความสนุกสนานจากผู้ร่วมงานกว่า 50 คน ส่วนงานเลี้ยงในช่วงเย็นจะเริ่มขึ้นที่โรงแรมเปรมสุข ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยจะมีการจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีน จำนวน 50 โต๊ะ แขกร่วมงานน่าจะประมาณ 500 คนด้าน นายชัยวรฤทธิ์ เปิดเผยว่า ตนพบกับแฟนหนุ่มทางเฟซบุ๊ก และได้เจอกันที่กรุงเทพฯ ต่อจากนั้นพูดคุยกันมาเรื่อยๆ เป็นระยะเวลา 1 ปี 1 เดือน ก็ตัดสินใจร่วมพิธีแต่งงานกัน ซึ่งโดยส่วนตัวที่ตนได้จัดพิธีมงคลสมรสการแต่งงานชายกับชายนั้น ตนคิดว่า ทุกเพศทุกวัยที่มีความรักต่อกันนั้น สามารถแต่งงานกันได้ ใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งในยุคสมัยนี้ไม่มีการจำกัดเพศหรืออายุแล้ว หลังจากแต่งงานแล้ววางแผนจะเดินทางไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ช่วยทำงานโดยทางแฟนหนุ่มชาวต่างชาติประกอบธุรกิจส่วนตัวร้านดอกไม้ อพาร์ตเมนต์ให้เช่า และร้านสะดวกซื้อ

ขณะเดียวกัน นายคราล อีเดน กล่าวว่า “ผมรักคุณโทนี่มาก เหมือนกับเป็นโอกาสพิเศษ และผมก็มีความสุขมากที่ผมได้อยู่ในประเทศไทย และได้อยู่กับครอบครัวนี้”.

ที่มา>>>Thairath

คนฝรั่งเศสตกใจ อยู่ๆ แม่น้ำก็เปลี่ยนเป็น..สีเขียว

คนฝรั่งเศสตกใจ อยู่ๆ แม่น้ำก็เปลี่ยนเป็น..สีเขียว

ภาพแม่น้ำในฝรั่งเศส กลายเป็นสีเขียวอ่อนทั่วทั้งสาย สร้างความตกใจแก่สังคม ก่อนจะเฉลยว่าเป็นการรณรงค์สิ่งแวดล้อมทางน้ำ ที่ชาวเน็ตถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของสัตว์น้ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดปรากฏการณ์สุดประหลาดขึ้นกับแม่น้ำสายหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส เมื่ออยู่ๆ สายน้ำเปลี่ยนกลายเป็นสีเขียวอ่อน ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นในโลกออนไลน์ทั่วเมือง กลายคนเป็นกังวลว่าอาจจะเป็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

2411_1461717159

ตามรายงานระบุว่า ภาพถ่ายของแม่น้ำลอเด็ต ช่วงพาดผ่านเมืองกัมแปร์ ทางแคว้นตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส เปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนอย่างน่าประหลาดใจ กลายเป็นสิ่งที่คนท้องที่และนักท่องเที่ยวสงสัยเป็นอย่างมาก ซึ่งหลังจากที่กระแสดังกล่าวแพร่กระจายออกไป ทางหน่วยงานสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับกรณีนี้

2412_1461717160

หน่วยงานสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส ได้โพสต์ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กระบุว่า ปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีที่แม่น้ำลอเด็ตเป็นหนึ่งในโครงการรณรงค์สิ่งแวดล้อมของหน่วยงาน เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงคุณภาพของแหล่งน้ำ ที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนักทั่วโลก

2413_1461717160

ทั้งนี้ หน่วยงานดังกล่าวยืนยันว่า แม่น้ำที่เปลี่ยนสีในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มมลพิษทางน้ำแต่อย่างใด อีกทั้งสีเขียวอ่อนที่ย้อมลงแม่น้ำนั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือเป็นอันตรายต่อสัตว์และระบบนิเวศน์ใดๆ คาดว่าอีก 1-2 วัน สีของแม่น้ำจะกลับมาสู่สภาวะปกติ

2414_1461717161

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการหยิบยกไปถึงกรณีแม่น้ำย้อมสีที่เมืองชิคาโก เมื่อเทศกาลวันเซ็นต์แพทริกที่ผ่านมา ซึ่งมีการย้อมสีแม่น้ำให้เป็นสีเขียวอ่อนที่แสดงเป็นสัญลักษณ์ โดยเป็นการกระทำของมนุษย์ ทำให้ผู้คนในโลกออนไลน์ต่างกังวลอยู่ไม่น้อย เกี่ยวกับปัญหามลพิษที่จะตามมา แม้ว่าจะชี้แจงว่าไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ ต่อสิ่งแวดล้อม

ที่มา>>>Sanook