“น้องบลู”เปิดใจ”ข่าวสด”วอนสังคมเข้าใจไม่ได้เป็นครูแล้ว ไม่อยากเป็นตัวอย่างให้เด็กๆ!

จากกระแสในโซเชียลที่ดังไม่หยุดอย่าง “น้องบลู” น.ส.จิรารัตน์ ชานันโท อายุ 23 ปี อดีตนักศึกษาฝึกสอนที่เซ็กซี่และสวยที่สุด ล่าสุดวอนขอร้องสังคมผ่าน”ข่าวสดออนไลน์”ให้เข้าใจกับบุคคลิกการแต่งตัวของตน น้องบลู เปิดเผยกับ “ข่าวสดออนไลน์” เริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองว่า เรียนจบจาก คณะครุศาสตร์ ม.ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และตอนปีที่ 5 ได้เป็นครูฝึกสอนเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนวัดสน ราษฎร์บรูณะ โดยสอนวิชาวิทยาศาสตร์ อยู่ 1 ปีเต็ม ตอนนั้นการเรียนการสอนราบรื่น เด็กๆตั้งใจเรียนดี และหลังจากจบจากการฝึกสอน ตนได้ตั้งใจจะเข้ามาในวงการสายบันเทิง เช่น พริตตี้ พิธีกร และถ่ายแบบ โดยตนได้ปรึกษากับที่บ้านว่า เรียนจบไม่อยากเป็นครู เพราะเมื่อตอนที่ตนฝึกสอนอยู่ ตนรู้สึกว่าการเป็นครูต้องมีใจรัก ต้องเสียสละ และต้องเข้าใจเด็กทุกอย่าง ซึ่งตนคิดว่าตนทำได้ไม่เต็มที่ และแน่ชัดที่สุดก็ตอนที่ลงสนามจริงเลยรู้ว่าตนทำไม่ได้ เมื่อมองย้อนกลับไปตอนเรียนจบ ม.6 ซึ่งที่บ้านอยู่ต่างจังหวัด พ่อแม่ของน้องบลู อยากให้ตนรับอาชีพข้าราชการ เพราะครอบครัวมองว่าอนาคตจะมั่นคง จึงเลือกเข้าศึกษาที่คณะครุศาสตร์ ตามความคิดของครอบครัว น้องบลูเล่าต่อถึงเรื่องการแต่งตัวที่เป็นประเด็นมาโดยตลอด สืบเนื่องมาจากตอนนั้นไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนแล้วใส่ชุดบิกินี่ และได้โพสต์รูปภาพลงโซเชียล พอมีคนรู้ว่าตนเคยฝึกสอนอยู่ เลยเอาไปลงข่าวว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับการประกอบอาชีพครู แต่ตามจริงนั้นรูปที่โพสต์ลงโซเชียลเป็นรูปตอนที่ทำการฝึกสอนจบแล้ว ถึงได้แต่งตัวเซ็กซี่ และตามจริงตนก็ชอบแนวการแต่งตัวเซ็กซี่อยู่แล้ว ดังนั้นการแต่งตัวจึงกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดกระแสเรื่องการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสม เมื่อมีคอมเม้นท์ถึงกระแสดังกล่าว น้องบลูเผยว่า รู้สึกว่าต่างคนก็ต่างความคิด บางคนก็เห็นด้วย บางคนก็เข้าใจ เพราะในเวลางานก็แต่งตัวเรียบร้อย ส่วนเวลาส่วนตัวก็มีแต่งเซ็กซี่บ้าง น้องบลูกล่าวอีกว่า ที่บ้านตอนแรกตกใจกับกระแสดังกล่าวและเป็นห่วงว่าจะมีผลกระทบอะไรกับตนหรือไม่ อย่างกระแสล่าสุดก็ได้มีคนนำรูปและชื่อจริง นามสกุลจริง ไปออกข้อสอบจรรยาบรรณครู โดยส่วนตัวไม่ได้รู้จักกับคนออกข้อสอบจากสถานติวเตอร์ดังกล่าวเป็นการส่วนตัว และตอนนี้ก็ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และรอดูว่าอีกฝ่ายจะออกมาแสดงความรับผิดชอบอะไรหรือไม่ เพราะ ตนคิดว่าเป็นคนละเรื่องกัน เรื่องที่เคยฝึกสอนมาก็จบไปแล้ว และตนก็ไม่ได้ยึดอาชีพครู และปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นครู ส่วนเรื่องเฟซบุ๊กปลอมก็จะแจ้งความดำเนินคดีเช่นกัน อดีตนักศึกษาฝึกสอนคนดังเผยว่า ถ้าได้ประกอบอาชีพครูและมีนักเรียนมาถามว่าทำไมคุณครูถึงแต่งตัวแบบนี้  ก็จะตอบว่าเรื่องนี้เป็นจรรยาบรรณของครูอยู่แล้ว ครูต้องเป็นแม่พิมพ์ของชาติ และเป็นตัวอย่างให้แก่เด็ก และสังคม ถ้าเกิดได้ประกอบอาชีพครูจริง ก็คิดว่าจะแต่งตัวเซ็กซี่ไม่ได้ โดยเฉพาะโลกโซเชียลที่เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ก็จะทำการป้องกันทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้เด็กเข้าใจผิด และไม่ทำตาม เพราะตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม “เมื่อมีคำวิจารณ์เกี่ยวกับตัวเอง เราก็ยินดีรับฟัง และนำมาปฏิบัติตาม เช่น เวลาออกไปข้างนอกตอนกลางคืน และแต่งตัวเซ็กซี่  มันก็อันตรายกับเราได้ ก็เลี่ยงที่จะไม่แต่งตัวเช่นนั้นตามคำบอก” น้องบลูกล่าว

ปัจจุบันทำอาชีพอีเวนท์ หรือพริตตี้ และในอนาคตได้วางแผนอยากทำธุรกิจส่วนตัว ที่ไม่ต้องเข้างานตรงเวลา แถมได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง สุดท้ายอยากฝากถึงผู้ที่ติดตามว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าตนก็เป็นผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่ชอบแต่งตัวเซ็กซี่ และชอบในอาชีพเกี่ยวกับสายบันเทิง พริตตี้ และชอบแต่งตัวเซ็กซี่ และตอนนี้ไม่ได้เป็นครูแล้ว บางคนก็ติดเรียกครู ทำให้หลายคนไม่พอใจ และไม่เข้าใจกับการแต่งตัวของตน

ที่มา>>>ข่าวสด

น่ารัก น่าเอ็นดู เจ้าตูบต่อคิวให้คุณลุงช่วยเอาไม้เกาหลังให้อารมณ์ดีสุดๆ (คลิป)

14707312381470731438lโลกโซเชี่ยลแชร์คลิปสุดน่ารัก โดยสมาชิกเฟซบุ๊ก Nok Duen-napa Pansila ได้โพสต์ผ่านกลุ่มคนรักหมา โดยเป็นภาพของเจ้าสุนัขสองตัว ที่ยืนเข้าคิวให้คุณลุงที่กำลังกวาดพื้นอยู่หน้าวัดช่วยเกาหลังให้ แถมทำท่าทางอารมณ์ดี กระดิงหางไปมา เป็นที่น่าเอ็นดู  โดยผู้โพสต์ระบุว่า “น่ารักมากกกกกก เห็นแบบนี้ไม่จอดไม่ได้แร๊ววววว คุณลุงท่านนึงกวาดลานวัดอยู่ น้องหมาตัวสีน้ำตาลคงจะคันหลัง มาขอให้คุณลุงเอาไม้กวาดกวาดหลังให้ ทีนี้เจ้าตัวขาวก็มาขอต่อคิวบ้าง น่ารักที่สุดๆๆๆๆ ไม่รู้จักชื่อวัดอ่า หลังโรงเรียนยุพราชฯ ฝั่งเดียวกับกาชาด เชียงใหม่”

ที่มา>>>ข่าวสด

คนงานพม่าไม่รู้เมาอะไร ซิ่งหวาดเสียวแถมเปรี้ยวด่ากราด สุดท้าย…(คลิป)

เมื่อวันที่ 20 กค. ผู้สื่อข่าว รายงานจากจังหวัดเชียงราย ได้มีชาวโซเชียลแชร์ คลิป ของหนุ่มคนงานชาวพม่า ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมเสื้อผ้า ลักษณะคล้าย เมาสุรา หรือเมาอะไรบางอย่าง ขับขี่ด้วยความหวาดเสียว แถมยังด่าใส่ผู้ใช้รถใช้ถนน ที่ขับผ่านอีกด้วย บนถนน พหลโยธิน บริเวณบ้านน้ำจำ ใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในคลิป บันทึกใว้ประมาณ 1 นาทีเศษ  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นวันที่  19 กค. ที่ผ่านมา

ต่อมา มีผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อว่า “ประธานสยาม สยามรวมใจจุดแม่สาย” ได้โพสภาพ การช่วยเหลือของ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสยามรวมใจแม่สาย ได้ช่วยนายซิน มูอ่อง ชาวพม่า ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟสีดำ ทะเบียน 1 กม.-4498 เชียงราย ตกคูน้ำข้างทาง สภาพบาดเจ็บตามลำตัวหลายแห่ง ไม่สวมเสื้อ สวมแต่กางเกงขายาวสีดำ ชุดเดียวกันกับที่ปรากฏในคลิป โชคดีที่ไม่มีคู่กรณีหลังจากมีการโพส คลิปและ ภาพ ของคนงานพม่าลงสื่อออนไลน์ ได้มีการแชร์และแสดงความคิดเห็นวิจารณ์การกระทำที่ประมาท อันตรายกันมากมาย

ที่มา>>>ข่าวสด

ร้านดังราชบุรี! “ก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรรสเด็ด” สนุกเซลฟี่เช็คอินฟรีน้ำอีก 1 โอ่ง

ไอเดียเก๋! อดีตสาวนักธุรกิจถมที่ดินผันตัวมาเป็นแม่ค้ายกโอ่งมังกรเมืองราชบุรีจัดร้านด้วยเมนูก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรหนักมากรสเด็ด 199 บาท อิ่มกันยกแก๊งจนท้องระเบิด แถมสนุกเซลฟี่เช็คอินฟรีน้ำอีก 1 โอ่ง สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากวันที่ 28 มิ.ย. ราชบุรีเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นเมืองของโอ่งมังกร และเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องอาหารการกิน อย่างเช่นก๋วยเตี๋ยว ที่หลายๆคนมักจะคุ้นเคยกับก๋วยเตี๋ยวไข่ ที่เรื่องชื่อของบรรดานักท่องเที่ยวและนักชิมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เดินทางมารับประทานกันจำนวนมาก

ล่าสุดสังคมโซเชียลได้มีการกล่าวถึงก๋วยเตี๋ยวเมืองโอ่งมังกร ด้วยความอร่อยสุดคุ้มกับปริมาณของชามก๋วยเตี๋ยวขนาดจัมโบ้ และบรรยากาศการได้สัมผัสกับไอเดียเก๋ๆ ที่นำโอ่งมังกรทั้งใบเล็กใบใหญ่มาตกแต่งร้าน โดยเฉพาะนักเซลฟี่ที่ก่อนจะรับประทานต้องนำกล้องโทรศัพท์มือถือมาถ่ายภาพและนำไปแชร์ใน facebook หรือ INSTAGRAM สร้างความฮือฮาในสังคมโซเชียลเป็นอย่างมาก ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรดังกล่าวพบร้านเปิดจำหน่ายติดริมถนน สายราชบุรี – เจดีย์หัก ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ห่างจากทางแยกสะพานยกระดับเจดีย์หัก ถนนเพชรเกษมฝั่งขาเข้ากรุงเทพมหานคร ประมาณ 200 เมตร ซึ่งภายในร้านมีการนำโอ่งมังกรใส่น้ำขนานใหญ่มาประดับตกแต่งภายในร้าน อาทิ เคาน์เตอร์เครื่องตั้งตู้ถ้วยชามก๋วยเตี๋ยว โอ่งหม้อน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวจำนวน 3 ใบ รวมไปถึงโต๊ะที่นั่งทานก๋วยเตี๋ยวสำหรับลูกค้า นอกจากนี้แก้วน้ำเครื่องดื่มต่างๆ ก็นำโอ่งมังกรขนาดเล็กมาเป็นภาชนะใส่อีกด้วย

นางสาววันดี อุทยาน หรือ คุณอ้อม ชาวบ้านเจดีย์หักเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรเล่าให้ฟังว่า เดิมทีตนมีอาชีพเป็นผู้รับเหมาถมที่ดิน ด้วยความที่ตนเองเป็นคนชอบทานก๋วยเตี๋ยวเป็นประจำมักจะไปทานตามร้านต่างๆ ที่ขึ้นชื่อในหลายๆจังหวัด รวมไปถึงร้านธรรมดาเล็กริมถนนตนเองก็ไปนั่งทาน ทำให้อยากเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นของตัวเองที่เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวในฉบับเมืองราชบุรี โดยเฉพาะราชบุรีเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองโอ่งมังกร ตนจึงนำโอ่งมังกรขนาดที่ใช้กันตามบ้านของคนทั่วไป มาตกแต่งร้าน ด้วยแนวคิดของตนในการวาดและออกแบบเอง ให้ช่างมาทำตามแบบที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ตู้ก๋วยเตี๋ยว โอ่งตั้งหม้อน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว และโต๊ะที่นั่งทานก๋วยเตี๋ยวรูปแบบโอ่งมังกรโต๊ะกลม

นอกจากนี้ยังใช้เป็นแก้วน้ำ ชุดเครื่องปรุง และที่ใส่ไม้จิ้มฟันก็ทำมาจากโอ่งมังกรใบใหญ่และใบเล็ก เรียกได้ว่าเข้ามาทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านเสมือนมาถึงเมืองโอ่งมังกรราชบุรี สำหรับเมนูก๋วยเตี๋ยวที่ขึ้นชื่อของทางร้านจะเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูหมักน้ำตกรสเด็ด เมนูแรกจะเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูลูกชิ้นน้ำตก ชามขนาดไซด์ s ราคาชามละ 20 บาท เมนูที่ 2 จะเป็นก๋วยเตี๋ยวชุดโอ่งมังกรเบาๆ ชามขนาดไซด์ L ราคาชุดละ 129 บาท ประกอบด้วย ชุดก๋วยเตี๋ยวแบบเลือกเส้นอย่างเดียว ใส่ลูกชิ้นจำนวน 10 ลูก ใส่หมูหมัก ใส่กากหมู รับประทานควบคู่กับแคบหมูกรอบ ชุดผัก และยังเลือกน้ำโอ่งมังกรอีก 1 โอ่ง หรือจะมาแบบเพื่อน ครอบครัว ก็มีเมนูชุดโอ่งมังกรหนักมาก ชามขนาดไซด์ XL ราคาชุดละ 199 บาท ประกอบด้วยเส้น 5 เซียน อาทิเส้นเล็ก วุ้นเส้น เส้นมาม่า เส้นหมี่หยก และเส้นบะหมี่เหลือง ส่วนน้ำซุปจะเป็นน้ำตกรสเด็ด ใส่ลูกชิ้นจำนวน 18 ลูก ใส่หมูหมัก ใส่กากหมู รับประทานควบคู่กับแคบหมูกรอบ ชุดผัก โดยที่ชุดนี้จะฟรีน้ำดื่มโอ่งมังกร 2 โอ่ง

ส่วนใครที่อยากจะทานแบบก๋วยเตี๋ยวไก้ตุ๋นมะระรสเด็ด ก็จำหน่ายชามขนาดไซด์ M ราคาชามละ 30 บาท ซึ่งทุกเมนูของก๋วยเตี๋ยว เราคิดสูตรเป็นของทางร้านเองทุกอย่างปรุงเองทั้งหมด ด้วยสูตรเด็ดของน้ำซุปน้ำตกที่เราใส่เครื่องเทศไปกว่า 12 ชนิด เพื่อความหอมหวานและสุขภาพ จะใส่ควบคู่ไปกับน้ำพริกเผาสามรสสูตรเด็ดของร้าน ส่วนหมูหมักใช้วิธีการหมักด้วยเครื่องเทศหมักไว้ 12 ชม ทำให้ได้หมูมีรสชาตินุ่มหอมหวาน เป็นเอกลักษณ์ของทางร้าน คุณวันดี กล่าว ด้วยปริมาณและรสชาติของก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกร การประดับตกแต่งร้านที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองโอ่งมังกรราชบุรี ที่ราคาไม่สูงมากนัก เริ่มต้นด้วยราคา 20 บาท ไปจนถึง 199 บาท ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ถือเป็นอีก 1 ทางเลือกของคนที่ชอบทานก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารในมื้อกลางวันของคนทำงาน และยังได้สัมผัสบรรยากาศในสไตล์โอ่งมังกรที่เป็นสัญญาลักษณ์ของจังหวัดราชบุรี ที่เรียกได้ว่ามาราชบุรีต้องแวะมากินก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรที่นี่ ทั้งอิ่มอร่อยและยังสนุกกับกิจกรรมเซลฟี่ เช็คอิน รับฟรีน้ำโอ่ง 1 โอ่งอีกด้วย

สำหรับผู้ที่จะเดินทางมารับประทานก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรก็ไปได้ที่ถนนสายราชบุรี-เจดีย์หัก ห่างจากถนนเพชรเกษมไป 200 เมตร สอบถามได้ที่หมาเลข 089 – 2546456 ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 8.00 – 16.00 น.ของทุกวัน หยุดเฉพาะวันที่ 1 และวันที่ 16 ของเดือน หรือติดตามได้ที่ แฟนเพจ FB ก๋วยเตี๋ยวโอ่ง&Milk shake

ที่มา>>>ข่าวสด

แชร์สนั่น-แห่ชื่นชม! ด.ช.ฝ่าพายุฝนเก็บธงชาติ ผอ.โรงเรียนปลื้มลูกศิษย์สำนึกไทย

วันที่ 20 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวโซเชี่ยล จ.อ่างทองต่างชื่นชมและแชร์ภาพจากเฟซบุ๊กที่ระบุชื่อ “Suriya Charoen” หลังโพสต์รูปเด็กนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาของโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ต.บ้านอิฐ อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง กำลังเดินฝ่าสายฝนเก็บธงชาตินับ 10 อันที่หักโค่นจากป้ายของโรงเรียน และปลิวตกลงมาบนพื้นถนน หลังจากเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาเกิดลมฝนพัดอย่างแรง ทำให้ธงพร้อมเสาที่ปักไว้ตามริมถนนและบริเวณทางเข้าโรงเรียน หักร่วงระเนระนาด เสาหักลงมาร่วงอยู่ตามถนนจำนวนมาก โดยผู้โพสต์ระบุว่า “นับถือใจเด็กคนนี้จริงๆครับ..!!วันนี้ที่โรงเรียนฝนตกหนักมากจนธงที่ปักอยู่ข้างบนป้ายหักลงมาจำนวนมาก เวลาผ่านไปนานรถหลายๆคันก็ขับผ่านไปมาเหยียบยํ่าธงชาติไทยเรากลางสายฝน จนกระทั่งมีเด็กคนนึงเดินมาเก็บธงในขณะที่ฝนตกหนักและฟ้าก็แรงมากๆ #แสดงให้เห็นถึงความรักความเคารพต่อประเทศชาติไทย” ต่อมาผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายวัฒนชัย พันธุพร ผู้อำนวยการโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ซึ่งระบุว่า หลังทราบข่าวก็สั่งให้ครูตามหาเด็กนักเรียนคนดังกล่าวแล้ว วันรุ่งขึ้นจะเชิญตัวมาประกาศเชิดชูการมีจิตสำนึกความเป็นไทย รวมทั้งการทำความดี นับเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของโรงเรียนเราเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา>>>ข่าวสด

จิตอาสา! เกษตรกรพอเพียงที่แพร่ ช่วยเก็บเศษใบไม้ตามสะพาน กันท่อตัน

เมืองแพร่ ฝนตกน้ำท่วมขังบนสะพาน เกษตรกรจิตอาสา ช่วยกวาดใบไม้เศษขยะที่อุดตันช่องระบาย ช่วยน้ำไหลผ่าน ส่วนเศษใบไม้ ก็เอากลับไปทำปุ๋ยหมัก นายก อบต.เตรียมพิจารณาเสนอให้รางวัล โซเชียลแห่แชร์ภาพประทับใจ

ฮือฮาในเมืองแพร่ หลังมีภาพชายสูงอายุคนหนึ่ง กำลังเก็บเศษไม้ใบหญ้าที่อุดท่อระบายน้ำ ในขณะที่ฝนตกน้ำท่วมขังสะพาน มีคำบรรยายว่า ขอชื่นชมชาวนาสูงอายุที่สร้างความดีโดยไม่หวังตอบแทน ผู้สื่อข่าวได้พยายามสืบเสาะหา คนในภาพดังกล่าว จนกระทั่ง ทราบว่าภาพสะพานดังกล่าว เป็นสะพานข้ามแม่น้ำยมระหว่างบ้านทุ่งแล้งหมู่ที่ 3 และบ้านทุ่งแล้งหมู่ที่ 6 ต.ทุ่งแล้ง อ.ลอง จ.แพร่ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง นางระดับ คำเขียว นายก อบต.ทุ่งแล้ง อ.ลอง จ.แพร่ เพื่อขอทราบรายละเอียดของชาวคนตามภาพดังกล่าว ซึ่งได้รับการยืนยันจากนายก อบต.ทุ่งแล้ง ว่า ก็ได้เห็นภาพดังกล่าวแล้ว และสะพานที่เห็นจำได้ว่าเป็นสะพานที่อยู่ในเขตทุ่งแล้ง จึงได้ไปสอบถามจนทราบชื่อคนที่เก็บเศษใบไม้บนสะพาน คือนายแก้ว ตันศิริ อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32/5 บ้านปากจอก หมู่ที่ 3 ต.ทุ่งแล้ง อ.ลอง จ.แพร่

นายก อบต.ทุ่งแล้ง เล่าว่า  ได้สอบถามความเป็นอยู่และอาชีพ ทราบว่า นายแก้ว มีอาชีพเป็นชาวนา ทำนามาตลอด และเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก มีภรรยาชื่อนางจันทร์ตา ตันศิริ อายุ 60 ปี มีบุตร 2 คน คนโต ทำงานอยู่บริษัทแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ อีกคนเป็นหญิง ทำงานเป็นข้าราชการครู ลูกทั้งสองจบปริญญาทั้งคู่ ด้วยน้ำพักน้ำแรงในการทำนาทำสวนเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการทำการเกษตรพอเพียง ทุกคนขยัน ทำสวนทำนาด้วยการทำปุ๋ยใช้เองโดยไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมี โดยจะใช้ใบไม้ใบหญ้าไปหมักเป็นปุ๋ย ส่วนการทำสวน จะทำการผสมผสานมีทั้งพืชผักและผลไม้ ด้านนายแก้ว เปิดเผยว่า เหตุผลที่มาเก็บเศษใบไม้ใบหญ้าที่สะพาน เนื่องจากขับรถผ่านสะพานในหมู่บ้านหลายสะพานในช่วงฝนตกเห็นน้ำมันขังบนสะพานก็ลงไปดู พบว่ามีใบไม้เศษขยะไหลไปอุดตันตรงท่อระบายบนสะพาน จึงได้ลงไปเก็บออกให้หมด ก่อนเอาเศษใบไม้เหล่านั้นกลับไปทำปุ๋ยหมักที่ทำไว้ใช้ทุกวันนี้ และจะออกไปเก็บใบไม้เศษไม้ที่รกตามสะพายถนนเป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทางราชการได้ทราบประวัติความเป็นมา ของครอบครัวนายแก้ว ก็ได้นำประวัติดังกล่าวมาหารือกันเพื่อที่จะเสนอต่อทางอำเภอเพื่อเตรียมมอบรางวัลให้ จะเป็นรางวัลอะไรคงต้องรอทางอำเภอว่า จะพิจารณาอย่างไร.

ที่มา>>>Thairath

ลวงฆ่าหนุ่มหล่อ ปวส.เทคนิค! ยิงอกโยนสระ พุ่งปมชู้สาว

หนุ่มวัย 19 นักศึกษา ปวส.เทคนิคอุดรธานี หายออกจากบ้าน ก่อนพบเป็นศพถูกยิงตายแช่อยู่ในสระน้ำกลางไร่อ้อยต่างอำเภอ แม่แทบทรุด บอกลูกชายเป็นเด็กดี ไม่เคยเที่ยวกลางคืน ตำรวจมุ่งปมชู้สาว เพราะหน้าตาดีมีหญิงสาวติดพันหลายคน…

วันที่ 26 พ.ค. ร.ต.อ.อัศราพงษ์ ผิวขาว รอง สว.(สอบสวน) สภ.บ้านเทื่อม จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งพบคนถูกยิงเสียชีวิตในสระน้ำ กลางไร่อ้อย บ้านโนนสะอาด หมู่ 15 ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ รุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.อ.วิธ มุทธสินธุ์ ผกก.สส.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.ท.ยศพนธ์ เสริมรัมย์ รอง ผกก.สส.สภ.บ้านเทื่อม เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวร รพ.บ้านผือ และเจ้าหน้ามูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรม

ที่เกิดเหตุเป็นไร่อ้อย อยู่ห่างจากถนนสายระหว่างบ้านโพธิ์–บ้านโนนสะอาด ประมาณ 500 เมตร มีถนนลูกรังตัดผ่านเข้าไปในกระท่อมนา ด้านในมีสระน้ำกว้างประมาณ 1 งาน ลึก 6 เมตร น้ำลึก 2 เมตร พบศพชายหนุ่มอายุประมาณ 20-25 ปี รูปร่างผอม สูง 170-175 ซม. ผิวขาว สภาพศพสวมกางเกงบ็อกเซอร์สีดำตัวเดียว กึ่งนั่งกึ่งนอนแช่น้ำในสระ จากการชันสูตรพบถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด บริเวณลิ้นปี่ 1 นัด กระสุนฝังใน ลำคอด้านขวา 1 นัด กระสุนฝังใน เสียชีวิตมาประมาณ 3 ชั่วโมง

ตรวจในที่เกิดเหตุ พบเสื้อยืดกีฬาสีฟ้า มีร่องรอยยิงเสื้อทะลุบริเวณหน้าอก มีคราบเลือดและคราบอุจจาระอยู่ข้างกอตะไคร้บนขอบสระ คาดว่าจะเป็นเสื้อของผู้ตาย ห่างไปประมาณ 100 เมตร พบกองเลือดอยู่บนถนนเข้ากระท่อมนา และมีรอยเท้าเปล่าไม่สวมรองเท้าจากกองเลือดมุ่งไปทางสระน้ำ บริเวณกองเลือดยังพบรอยยางรถยนต์ 4 ล้อ มีการเลี้ยวและถอย หน้ายางกว้าง คล้ายรถแต่งสภาพผู้เสียชีวิต ถูกลวงไปฆ่า ตร.มุ่งปมชู้สาว เนื่องจากผู้ตายหน้าตาดี มีหญิงติดพันหลายคน

สอบสวนนายวีระ ธาตุชัย อายุ 54 ปี ราษฎรบ้านโนนสะอาด ให้การว่า เมื่อคืนนี้ตนนอนอยู่ที่บ้าน พอช่วงใกล้สว่างได้ยินเสียงปืน 2 นัด แต่คิดว่าเป็นคนมายิงหนู เช้าวันนี้ได้ขี่จักรยานยนต์มาที่กระท่อมนา ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุ 50 เมตร เพื่อมาคราดวัชพืช เมื่อเดินมาถึงก็พบคนนอนอยู่ในสระน้ำ นึกว่าคนมาลักปลา จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จึงรู้ว่าเป็นศพคนถูกยิงตาย แต่ดูแล้วไม่ใช่คนในหมู่บ้าน หรือคนในพื้นที่ใกล้เคียง จึงได้แจ้งผู้ใหญ่บ้านและแจ้งตำรวจ

ต่อมาเวลา 15.00 น. วันเดียวกัน มีนางผ่องศรี อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ 1 ต.หนองไฮ อ.เมืองอุดรธานี พร้อมญาติ เดินทางมาพบ ร.ต.อ.อัศราพงษ์ ผิวขาว รอง สว.(สอบสวน) สภ.บ้านเทื่อม แจ้งว่าเป็นแม่ผู้ตาย ชื่อนายวันชนะ ทิทึกทักษ์ อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ 1 ต.หนองไฮ อ.เมืองอุดรธานี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้น ปวส.ปี 1 ช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี ซึ่งลูกชายเป็นเด็กดี ไม่เคยเกเร ไม่เที่ยวกลางคืน จะเข้านอนเวลา 20.00-21.00 น. ทุกคืน แต่พอเช้านี้ปรากฏว่าผู้ตายหายออกจากบ้าน และไม่สามารถติดต่อได้ จึงออกไปตามหาลูกที่วิทยาลัย พบเพื่อนลูกชายบอกว่า มีคนถูกยิงเสียชีวิตหน้าตาคล้ายกับลูกชายตน และได้ดูรูปในโซเชียลที่แชร์ภาพมา ตนถึงกับเข่าอ่อน ตำรวจจึงได้นำตัวนางผ่องศรีไปดูศพที่โรงพยาบาล และยืนยันว่าเป็นนายวันชนะ ลูกชายแน่นอน

ด้าน พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จ.อุดรธานี กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่า ผู้ตายเป็นเด็กดี ไม่ออกจากบ้านตอนกลางคืน คาดว่าจะมีคนโทรศัพท์เรียกให้ออกมาพบ เพื่อตกลงอะไรกันบางอย่าง แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงถูกนำมายิงทิ้ง ซึ่งตำรวจได้ตั้งประเด็นในเรื่องชู้สาว เพราะผู้ตายเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี มีหญิงสาวมาชอบพอหลายคน รวมถึงการแก้แค้นส่วนตัว ทะเลาะวิวาท และหักหลังในเรื่องบางอย่าง ซึ่งได้สั่งการให้ออกสืบสวนหาสาเหตุการสังหารโหด และจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีแล้ว.

ที่มา>>>Thairath

ใช้ม.44จัดระเบียบร้านค้าวัดโสธร

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 6 พ.ค. ว่า นายอนุกูล ตังคณานุกูลชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อม พล.ต.ต.ธีรพล จินดาหลวง ผบก.ภ.จ.ฉะเชิงเทรา พ.อ.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บังคับการกรมทหารราบ ที่ 112 จัดประชุมพ่อค้าแม่ค้ารอบวัดโสธรวรารามวรวิหารจำนวน 320 คน ที่ห้องประชุมโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งทุกคนจะต้องทำประวัติ ถ่ายรูปพร้อมบอกจุดที่ตั้งร้านค้าทุกคน เพื่อทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่มีการให้คนไปโบกรถให้จอดตามจุดต่างๆ แล้วบังคับให้ซื้อดอกไม้ในราคาที่สูงเกินจริง ทำให้มีการแชร์เรื่องในโลกโซเชียลจนทำให้สร้างผลเสียกับทางวัดและภาพรวมของจังหวัดฉะเชิงเทรา หลังเกิดเหตุ ได้มีการส่งชุดสืบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทราเข้าจับกุมเด็กโบกรถได้มาแล้วเกือบ 25 ราย แล้วทำการเปรียบเทียบปรับไป 500 บาท ในข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญ แต่พบว่ามีการกลับมาทำซ้ำ

ทาง พล.ต.ต.ธีรพล ประกาศว่า ต่อไปจะวางมาตรการ 3 ขั้น ขั้นแรกหากพบกระทำผิดปกติปรับขั้นต่ำ 500 บาท จะเพิ่มเป็น 1,000 บาท หากพบกระทำความผิดซ้ำจะดำเนินการขั้นที่ 2 คือจับเปรียบเทียบปรับพร้อมนำตัวเข้าค่ายทหารเพื่ออบรมปรับทัศนคติ 7 วัน หากพบครั้งที่ 3 จะถูกดำเนินคดีมีโทษปรับ 20,000 บาท หรือจำคุก 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งให้ผู้ที่นำแผงกั้นและกรวยยางจราจรไปซ่อนให้นำมาคืนเพราะถือว่าเป็นการลักทรัพย์ของหลวง จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดพ.อ.ทวีพูลเผยว่า หากมีกลุ่มบุคคลที่จะข่มขู่นักท่องเที่ยวจะเข้าดำเนินการจับกุมเข้าค่ายทหารทันที และจัดกำลังทหารทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบตรวจดูความเรียบร้อยรอบวัดที่เป็นร้านค้าและจุดจอดรถ

นายอนุกูลเปิดเผยว่า ทางวัดได้เพิ่มจุดจอดรถขนาดใหญ่ 2 จุด ที่เป็นที่จอดรถฟรี พร้อมห้ามจอดรถบริเวณตลาดโสธร แต่เพิ่มพื้นที่ ช.พัน. 2 รอ. ค่ายศรีโสธร เป็นจุดจอดรถเพิ่มแทน ซึ่งทางวัดได้มีการจัดรถรับส่งบริการนักท่องเที่ยวฟรี โดยต้องใช้ ม.44 เพื่อให้ประชาชน นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยววัดโสธรวรารามวรวิหาร ไม่ต้องคอยระวังว่าจะถูกทำร้าย หรือเอาเปรียบ พร้อมเรียกชื่อเสียงแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทราคืนมาให้เร็วที่สุด.

ที่มา>>>Thairath

ไม่ได้ซื้อ-โบอิ้ง 747 ผู้ใหญ่ใจดีให้ฟรี! สร้างแลนด์มาร์กใหม่โคราช

(ภาพส่วนหนึ่งจากเจ้าของโครงการ)

นักธุรกิจหนุ่มผุดโปรเจกต์แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ขนซากเครื่องบินโบอิ้ง 747 ไปไว้ในที่ดินทำเลทอง ระบุชัดไม่ได้ซื้อ 20-30 ล้านตามข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้ แต่ผู้ใหญ่ใจดีมอบให้ฟรี เพื่อทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างความเจริญให้โคราช…

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ภายหลังจากโลกโซเชียลฮือฮาแห่แชร์ภาพการเคลื่อนย้ายเครื่องบินโบอิ้ง 747 จากสนามบินนครราชสีมา หรือสนามบินหนองเต็ง อ.จักราช จ.นครราชสีมา ไปยังไร่มันสำปะหลัง ต.หนองจะบก อ.เมืองนครราชสีมา ประตู 2 ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และทำการประกอบใหม่บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ บริเวณสี่แยกถนนตัดใหม่ มทส.ประตู 1 เชื่อม มทส.ประตู 2 ก่อนถึงทางเข้า รพ.มหาวิทยาลัยสุรนารี พร้อมกับเปิดตัวนักธุรกิจหนุ่มผู้รับเหมาท่าทราย ‘ปราโมทย์ ริมใหม่’ เตรียมก่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวบิ๊กโปรเจกต์แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของโคราช “โบอิ้งแลนด์” โดยมีรายงานระบุว่าเครื่องบินโบอิ้ง 747 ดังกล่าว ถูกซื้อมาในราคา 20-30 ล้านบาทเจ้าของโครงการยืนยัน ชัดไม่ได้ซื้อเครื่องบินราคา 20-30 ล้านบาทตามข่าวในโลกโซเชียล

ล่าสุด ที่บริเวณกลางไร่มันสำปะหลังเนื้อที่กว่า 100 ไร่ ต.หนองจะบก อ.เมือง จ.นครราชสีมา ใกล้ประตู 2 เข้าไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี บริเวณสถานที่ที่เตรียมก่อสร้าง มีเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหญ่ ตัวเครื่องสีขาว พร้อมปีกสองข้าง และแพนหางจอดไว้ มีช่างหลายสิบคนขะมักเขม้นเร่งดำเนินการประกอบให้สมบูรณ์ เพื่อทำเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของ จ.นครราชสีมา ซึ่งจะสามารถเปิดให้เข้าชมได้ในช่วงปลายปี 2559

นายปราโมทย์ ริมใหม่ กรรมการผู้จัดการ หจก.ริมใหม่ คอนสตรัคชั่น ผู้จำหน่ายเครื่องจักรกลหนักในการทำธุรกิจเหมือง ดำเนินกิจการธุรกิจท่าทราย และรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยถึงข้อสงสัย และที่มาของการขนย้ายเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหญ่จากสนามบินหนองเต็ง อ.เฉลิมพระเกียรติ ว่า ตนได้เจรจา และได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่มอบเครื่องบินลำดังกล่าวมาจริง ตนยืนยันว่า ไม่ได้มีการซื้อมาแต่อย่างใด เนื่องจากผู้ใหญ่เห็นความตั้งใจของตน ส่วนที่มีข่าวว่า ซื้อมาด้วยงบ 20-30 ล้านบาทนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด และมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างโบอิ้ง 747-300 ที่ไม่ได้ใช้งานถูกเคลื่อนย้ายมาไว้ที่โครงการ โบอิ้งแลนด์

ทั้งนี้ เครื่องบินที่ผู้ใหญ่ใจดี มอบให้มานั้น ได้นำมาไว้พื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนด และเป็นทำเลที่สวยงาม ปัจจุบันเปิดให้บริการแก่กลุ่มจิตอาสาได้ใช้ประโยชน์เป็นสนามเครื่องบินเล็ก และตนกำลังมีโปรเจกต์ใหม่ เป็นโปรเจกต์ใหญ่ เพื่อจะสร้างพื้นที่บริเวณนี้เป็นแลนด์มาร์ก แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของโคราช จึงได้มีแนวความคิดว่าจะนำเครื่องบินที่ปลดประจำการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตต่อไป

“เดิมทีจะเข้าไปสอบถามและคุยงานกับทาง ผอ.ท่าอากาศยานนครราชสีมา เกี่ยวกับการทำธุรกิจอุตสาหกรรมการบิน และท่านบอกว่าตอนนี้จะมีการปรับพื้นที่ภายในสนามบินหนองเต็ง และอยากจะให้ช่วยนำเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่ปลดประจำการไปใช้ประโยชน์ เพราะไม่อยากให้ไปอยู่จังหวัดอื่น มีการพูดคุยกันในเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเครื่องบินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบิน และผลักดันให้เป็นแหล่งเที่ยวเพื่อรองรับ AEC ซึ่งก็สนใจ เพราะมีพื้นที่สวยๆ อยู่หน้า มทส.กว่า 100 ไร่ เหมาะที่จะนำเครื่องบินลำนี้ไปใช้ประโยชน์ พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต จึงตัดสินใจเจรจากับผู้ใหญ่จนตกลง และได้เครื่องบินโบอิ้ง 747 มา”

นักธุรกิจหนุ่ม กล่าวอีกว่า แต่การขนย้ายเครื่องบินลำใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราต้องจ้างทีมวิศวกรและช่างมืออาชีพเข้ามารื้อถอน เพราะต้องการจะให้เครื่องบินอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด โดยไม่มีการตัดต่อใดๆ นอตทุกตัวต้องผ่านการถอดที่ถูกต้อง และเราได้ขนย้ายในเวลากลางคืนเพื่อความสะดวก ไม่เกิดปัญหาการจราจร โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากทหาร ตำรวจ กู้ภัย ในการรื้อถอนและขนย้ายโบอิ้ง 747 ลำนี้ ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงอยู่ แต่ไม่ขอเปิดเผยภายในของเครื่องบิน

นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า หลังจากนำเครื่องบินโบอิ้ง 747 มาประกอบและจอดไว้บนที่ดิน 100 ไร่ ซึ่งเป็นทำเลที่โดดเด่นมากอยู่ระหว่าง มทส.ประตู 1 เชื่อม มทส.ประตู 2 ปรากฏว่ามีประชาชนที่ขับรถผ่านไปมาได้แวะลงมาถ่ายภาพและนำไปส่งต่อทางโซเชียลจนกลายเป็นกระแส เกิดคำถามมากมายว่าบริเวณนี้จะสร้างอะไร ตนขอบอกผ่านตรงนี้เลยว่า เราจะทำเป็นแลนด์มาร์กแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของโคราชภายใต้ชื่อ “โบอิ้งแลนด์” คาดว่าจะใช้เวลาปรับปรุง ตกแต่งสถานที่ และเริ่มเปิดให้บริการได้ช่วงปลายปีนี้ มีทั้งร้านอาหาร ร้านสเต๊ก ร้านกาแฟชื่อดัง โดยจะยกตู้คอนเทนเนอร์มาตกแต่งให้สวยงาม รวมทั้งปรับพื้นที่รองรับสำหรับจอดรถบ้านของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในภาคอีสาน ได้จอดพักรถเพื่อพักผ่อน หรือทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ โดยเรามีบริการห้องน้ำ ร้านอาหาร ฯลฯ

ทางด้าน นายประวัติ ดวงกันยา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครราชสีมา เปิดเผยว่า เครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำนี้อยู่คู่กับสนามบินหนองเต็งมานานเป็น 10 ปี มีนายชัชวาล วงศ์จร เจ้าของโรงแรมวีวันโคราชเป็นผู้ดูแล ต่อจากเจ้าของเดิมที่เป็นนักธุรกิจอยู่ใน จ.นครปฐม นายชัชวาล มีแนวคิดจะเอาไปทำเป็นจุดท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับโรงแรม แต่ก็เงียบหายไป ไม่มีแผนที่จะเคลื่อนย้ายเครื่องบินออกไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเคยมีนักธุรกิจจากหลายพื้นที่มาดูและอยากได้ บางคนก็จะเอาไปทำเป็นเศษเหล็กขาย แต่ตนรู้สึกเสียดายเพราะสภาพเครื่องบินยังดีและสวยมาก ประกอบกับเคยไปเห็นในหลายๆ ที่เขาเอาเครื่องบินไปพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำเป็นจุดเด่นของเมือง อย่างจังหวัดใกล้เคียง เขาก็มาดูและสนใจมาก

“เครื่องบินลำนี้มีสภาพสวย และหายากมาก ไม่อยากให้ทำลายทิ้งเพราะมองว่าน่าจะเอาไปทำประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว โดยตรงกับเจตนารมณ์ก็เลยได้ร่วมพูดคุยกับคุณชัชวาลจนสำเร็จ และมอบเครื่องบินให้คุณปราโมทย์ไป เมื่อตกลงได้แล้วการขนส่ง คือปัญหาต่อไป ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะถ้ามีการตัดเรารู้สึกเสียดายก็ปรึกษากันว่าทำอย่างไรที่จะหาช่างที่มีความรู้เรื่องส่วนประกอบเครื่องบินมาถอดชิ้นส่วนโดยไม่ต้องตัด ปรากฏว่าทางคุณปราโมทย์ ก็หาช่างมาถอด และขนย้ายไปประกอบใหม่ให้อยู่ในสภาพเดิมได้” ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครราชสีมา กล่าว.

ที่มา>>>Thairath